“สมเด็จพระเทพฯ” เสด็จฯ ไปทรงยกช่อฟ้าศาลาการเปรียญ วัดแก้วไพฑูรย์
เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 23 ก.ย. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงยกช่อฟ้าศาลาการเปรียญ วัดแก้วไพฑูรย์ แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร โดยมีคุณสิริกิติยา เจนเซน พระธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) นายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) นายฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชนฯ น.ส.ปานบัว บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการ สายการตลาด บริษัท มติชนฯ พร้อมคณะผู้บริหารบริษัท มติชนฯ เฝ้าฯ รับเสด็จ
เมื่อเสด็จฯ ถึง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระประธาน ทรงคม ทรงศีล ก่อนเสด็จฯ ไปยังที่ประดิษฐานช่อฟ้า ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิม ทรงปิดทอง ทรงผูกสี และทรงคล้องพวงมาลัย จากนั้นทรงถือสายสูตร เจ้าหน้าที่กว้านช่อฟ้าขึ้นประดิษฐานบนยอดศาลาการเปรียญ พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา เสด็จเข้าไปภายในพลับพลาพิธี จากนั้นเสด็จฯ ไปทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ประทับพระราชอาสน์ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา
โอกาสนี้ นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กราบบังคมทูลเบิกผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินในการบูรณะศาลาการเปรียญ เข้ารับพระราชทานเข็มที่ระลึก จำนวน 85 ราย จากนั้นเสด็จฯ ไปทรงคมหน้าเครื่องนมัสการ ทรงลาพระสงฆ์ เสด็จออกจากพลับพลาพิธี ครั้นเสร็จพิธี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จขึ้นชั้น 2 ทอดพระเนตรธรรมาสน์ภายในศาลาการเปรียญ และภาพจำหลักไม้บนฝาปะกนศาลาการเปรียญ เรื่อง สุธนุชาดก จากนั้นเจ้าอาวาสวัดแก้วไพฑูรย์ ประชาชน ทูลเกล้าฯ ถวายของที่ระลึก เสด็จฯ กลับ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดสองฝั่งเส้นทางเสด็จฯ และภายในบริเวณวัดแก้วไพฑูรย์ มีประชาชนมาจับจองที่นั่งเพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จจนเต็มพื้นที่ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. โดยเจ้าหน้าที่ได้นำเต็นท์มากาง พร้อมปูเสื่อและจัดวางเก้าอี้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ทั้งนี้ ขณะที่ขบวนรถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนผ่าน ประชาชนที่เฝ้าฯรับเสด็จ ต่างก้มลงกราบแนบพื้น ก่อนพร้อมใจเปล่งเสียงถวายพระพร “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณ

นางอุบล ทับแห อายุ 75 ปี ผู้ที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จ กล่าวว่า ตนเกิดในบ้านสวนลึก เข้าไปในคลองบางประทุน เห็นศาลาการเปรียญหลังนี้มาตั้งแต่เด็ก เคยมาตักบาตรที่ศาลากับพ่อแม่ ภายหลังแต่งงานมีครอบครัวจึงย้ายไปอยู่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร แต่ยังคงกลับมาเยี่ยมบ้านและทำบุญที่วัดแก้วไพฑูรย์เสมอ เนื่องจากอัฐิพ่อแม่ญาติพี่น้องก็อยู่ที่นี่ เมื่อทราบข่าวการบูรณะศาลาการเปรียญ จึงตั้งใจเดินทางมารับเสด็จด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
“ตอนเด็กๆ จำได้ว่าศาลาก็ดูเก่ามากแล้ว แต่เพิ่งมาทรุดโทรมมากในช่วงหลัง พอรู้ว่ามีการอนุรักษ์ก็อยากเห็นศาลาอีกครั้งหลังการซ่อมแซม วันนี้มาดู เห็นว่าสวยงามมาก อยากขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบูรณะในครั้งนี้” นางอุบลกล่าว
นายบรรหาร บรรทัดจัน อายุ 60 ปี อาจารย์ด้านสมาธิ สถาบันพลังจิตานุภาพ กล่าวว่า ตนและผู้เรียนสมาธิ ได้มาใช้งานศาลานี้ประจำหลังซ่อมเสร็จ โดยใช้ห้องด้านล่างสำหรับนั่งสมาธิ ฝึกสมาธิ รวมถึงเดินจงกรม ซึ่งมีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ การที่ศาลากลับมาใช้งานได้อีกครั้งอย่างมั่นคงแข็งแรง ทำให้ได้ใช้ประโยชน์ทางธรรมะอย่างแท้จริง

นายอันดามัน โชติศรีลือชา อายุ 27 ปี หลานชายของ พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ผู้ออกแบบการบูรณะศาลาการเปรียญ กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของครอบครัว รู้สึกภาคภูมิใจในผลงานของคุณตา แม้คุณตาจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่มีผลงานที่ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน
“คุณตาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของครอบครัว สร้างชื่อเสียง เกียรติยศ ทำสิ่งที่ดีเพื่อประเทศชาติในการอนุรักษ์โบราณสถาน ตอนที่ญาติๆ ยืนถ่ายรูปหน้าศาลาการเปรียญ รู้สึกว่าแม้วันนี้ไม่มีคุณตา แต่ผลงานของท่านยังคงอยู่ เมื่อมาที่วัดนี้ทุกครั้งก็จะถึงท่านตลอดไป” นายอันดามันกล่าว
ทั้งนี้ ศาลาการเปรียญวัดแก้วไพฑูรย์ สร้างขึ้นในยุคต้นรัตนโกสินทร์ ในยุคสมัยของ “หลวงปู่บุญ” พระอธิการของวัดระหว่างรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมเรือนไทย ใต้ถุนสูง หลังคาปีกนก ลดชั้น ได้รับการยกย่องจาก น. ณ ปากน้ำ นักปราชญ์คนสำคัญของไทย ว่าเป็น “เรือนไม้อันวิเศษ” เนื่องจากมีความสวยงามด้วยภาพจำหลักไม้ทั้งหลังบนฝาปะกน เป็นเรื่อง “สุธนุชาดก” ในปัญญาสชาดก จำนวน 44 ช่องรอบศาลา เรียงลำดับทวนเข็มนาฬิกา เล่าเหตุการณ์ ครั้งพระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระสุธนุ ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การยิงธนู ต้องพลัดพรากจากพระนางจิรัปภาผู้เลอโฉมจากเหตุเรือสำเภาแตก เนื่องด้วยเคราะห์กรรมเก่าที่เคยกลั่นแกล้งสามเณรจนตกน้ำ จึงต้องชดใช้ด้วยการตกระกำลำบาก ก่อนได้กลับมาครองรักและปกครองบ้านเมืองอย่างมีทศพิธราชธรรมสืบไป
นอกจากนี้ ยังมีลวดลายพันธุ์พฤกษา และสัตว์มงคลตามคติจีน รูปเมขลาล่อแก้ว รามสูรขว้างขวาน อีกทั้งลายรดน้ำเสี้ยวกางหน้าประตูทางเข้าสู่พื้นที่ภายในอันเป็นที่ประดิษฐาน “ธรรมาสน์” ยุคปลายกรุงศรีอยุธยา จิตรกรรมบนคอสองและบานหน้าต่าง เรื่องวัตรปฏิบัติของสงฆ์ เทพชุมนุม พุทธประวัติตอนมารผจญ และโปรดพุทธมารดา โดยสอดแทรกภาพวิถีชีวิตชาวบ้าน
ต่อมาศาลาการเปรียญดังกล่าวทรุดโทรมลงอย่างมาก นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ได้ลงพื้นที่สำรวจสภาพพร้อมด้วยผู้มีใจศรัทธาและกลุ่มนักวิชาการตั้งแต่ปี 2554 ก่อนวางแผนปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ร่วมกับกรมศิลปากร ภายใต้โครงการ “แบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำลำคลอง” ในวาระเข้าสู่ปีที่ 35 ของเครือมติชน โดยมี พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ผู้ล่วงลับ ลงมือเขียนแบบบูรณะด้วยตนเอง จากสภาพทรุดโทรมผิดเพี้ยนไปจากรูปแบบดั้งเดิม เนื่องจากมีการเทปูนรอบพื้นที่ตั้ง ทำให้ศาลาซึ่งเป็นเรือนไม้ยกพื้นสูงกลายเป็นอาคารชั้นเดียว ลวดลายรดน้ำลบเลือน ภาพจำหลักไม้บางส่วนสูญหาย เสาเริ่มผุกร่อน ส่วนประกอบสถาปัตยกรรมหลายจุดชำรุดหนัก จึงมีการจัดทอดผ้าป่าโดย “มติชน” และ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง สมัยเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมด้วยชาวบ้านและวัดซึ่งมีพระครูวิมลรัตนาธาร หรือหลวงพ่อจรินทร์ กระต่ายแก้ว เจ้าอาวาส
นอกจากนี้ มติชนยังร่วมกับมูลนิธิ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ และมูลนิธิบรรจง พงศ์ศาสตร์ ประกาศเชิญชวนสมทบทุนเพื่อการดังกล่าว โดยได้รับการสนับสนุนจากบุคคลต่างๆ รวมถึงหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมากมายตลอดการดำเนินงานบูรณะซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 2555 กระทั่งเสร็จสมบูรณ์ใน พ.ศ.2558 อันเป็นปีมหามงคลที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558







