Khaosod
Online

วันเสาร์ ที่ 8 ส.ค. 2563

ผู้ว่าฯ8จว.เข้ากราบพระบรมศพ “กรมศิลป์” ล้อมรั้วสนามหลวงสร้างพระเมรุมาศ 1 ก.พ.

10 ม.ค. 2560 - 15:59 น.

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 10 ม.ค. ในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 89 นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม เป็นประธานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จากนั้นถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารและวัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 8 ม.ค.

โดยมีคณะผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการ และพนักงาน จาก จ.นครพนม จ.มุกดาหาร จ.สกลนคร จ.นราธิวาส จ.ปัตตานี จ.ยะลา จ.สงขลา และจ.สตูล ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ต่อมาเวลา 10.30 น. นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จากนั้นถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร และวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรม ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยมี คณะผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการ และพนักงาน จาก จ.เชียงใหม่ จ.แม่ฮ่องสอน จ.ลำปาง จ.ลำพูน จ.เชียงราย จ.น่าน จ.พะเยา และจ.แพร่ ร่วมเป็นเจ้าภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 9 ม.ค. หลังสำนักพระราชวังปิดการขึ้นกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 22:40 น. จากกำหนดเดิมเวลา 21.00 น. เนื่องจากยังมีประชาชนต่อแถวรอขึ้นกราบสักการะพระบรมศพจำนวนมาก โดยมีจำนวน 42,432 คน รวม 70 วัน มีจำนวน 3,037,746 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 3,496,162.25 บาท รวม 70 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 247,768,324 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า วันนี้เป็นวันที่ 71 ที่มีพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 05.00-21.00 น. (ยกเว้นช่วงมีพระราชพิธีบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท) ซึ่งสำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนกลุ่มแรกเข้าพระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรีในเวลา 04.45 น.

น.ส.บานเย็น ภานนท์ อายุ 57 ปี

จากนั้นเวลา 08.00 น. ได้เปลี่ยนให้เข้าทางประตูมณีนพรัตน์ เพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดารามทางประตูวิเศษไชยศรี โดยประชาชนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาเฝ้ารอต่อคิวเพื่อเข้าสักการะพระบรมศพจำนวนมาก แม้จะเกิดฝนตกต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงเช้า แต่ประชาชนยังคงมุ่งมั่นเดินทางมาต่อคิวเข้าสักการะพระบรมศพอย่างไม่ย่อท้อ ภายหลังเข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพแล้ว สำนักพระราชวังแจกภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขนาด 5 คูณ 7 นิ้ว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พสกนิกรทุกคนเก็บไว้เป็นที่ระลึก

นายทวี ทิมโต อายุ 76 ปี

น.ส.บานเย็น ภานนท์ อายุ 57 ปี ชาวบ้านหนองแดง ต.สีออ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี กล่าวว่า ตนนัดกับเพื่อนบ้าน รวม 6 คน นั่งรถไฟฟรีออกจากอุดรธานีวันที่ 9 ม.ค. และมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อเช้า ดีใจและภูมิใจมากที่ได้มากราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ประชาชนอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุขด้วยพระบารมีของพระองค์ วันนี้เห็นประชาชนมากราบสักการะพระองค์เป็นจำนวนมากก็รู้สึกปลาบปลื้มและซาบซึ้งใจมากที่ได้เห็นทุกคนรักพระองค์เช่นเดียวกัน

นางสุทธิรัตน์ จงอวยพร อายุ 50 ปี

น.ส.บานเย็น กล่าวต่อว่า พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดีมาก ทรงครองราชย์ด้วยทศพิธราชธรรม ทรงรักและมีพระเมตตาต่อประชาชนทุกคน พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างเหน็ดเหนื่อยเพื่อพวกเรา และมีโครงการพระราชดำรินับพันโครงการที่ทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อย่างที่อีสานเคยมีพื้นที่แห้งแล้งจนถูกเรียกว่า ทุ่งกุลาร้องไห้ แต่ด้วยน้ำพระทัยจากในหลวง รัชกาลที่ 9 ทำให้พื้นที่แห้งแล้งกลับมาอุดมสมบูรณ์และเขียวขจี ส่วนตัวได้น้อมนำเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต โดยปลูกพืชผักไว้กินเอง ส่วนที่เหลือก็นำไปขาย

ครูนักเรียนโรงเรียนฮอดพิทยาคม

“ดิฉันเคยรับเสด็จในหลวง รัชกาลที่ 9 จำนวน 3 ครั้ง แต่จำปีไม่ได้แล้ว จำได้เพียงว่าดีใจมากที่ได้เห็นพระองค์จริง นึกถึงครั้งใดก็ตื้นตันใจทุกครั้ง ที่บ้านจะติดพระบรมฉายาลักษณ์ไว้ และดิฉันจะนำดอกไม้มาถวายทุกวันพระ แม้พระองค์จะไม่อยู่กับพวกเราแล้ว แต่พระองค์จะสถิตอยู่ในใจตลอดไป” น.ส.บานเย็น กล่าว

น.ส.กมลทิพย์ และน.ส.กมลชนก ดอกป๋อ อายุ 15 ปี

ส่วนนายทวี ทิมโต อายุ 76 ปี อดีตพนักงานรถไฟ กล่าวว่า ตนมากับภรรยาและเพื่อน รวม 4 คน โดยนั่งแท็กซี่จากบ้านที่หลักสี่ตั้งแต่เวลา 04.00 น. และมาต่อคิวที่สนามหลวงประมาณ 05.00 น. แม้จะมีฝนตกก็ไม่รู้สึกท้อ วันนี้เพิ่งมากราบสักการะพระบรมศพ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นครั้งแรก รู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากที่ได้มา ก่อนหน้านี้เคยปั่นจักรยานมากับชมรมจักรยานเขตหลักสี่ประมาณ 20 กว่าคัน ตั้งใจว่าจะเข้าไปกราบสักการะพระบรมศพ แต่แต่งกายไม่เรียบร้อย จึงไม่ได้เข้าไป ได้แต่กราบสักการะอยู่บริเวณหน้าพระบรมมหาราชวัง

“เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว เคยมีโอกาสรับเสด็จภายในพระบรมมหาราชวัง รู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้เห็นพระองค์ พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วในโลกนี้ พระองค์ทรงใส่พระราชหฤทัยประชาชน และทรงงานอย่างหนักเพื่อคนไทยทุกคน ผมรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ส่วนตัวได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต โดยใช้จ่ายอย่างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย ตอนกราบสักการะพระบรมศพก็ได้อธิษฐานขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย” นายทวีกล่าว

ด้านนางสุทธิรัตน์ จงอวยพร อายุ 50 ปี เจ้าของธุรกิจโรงพิมพ์ใน อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเหนื่อยกับพวกเราเยอะ โดยเฉพาะชาวอยุธยาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์หลายโครงการ และเสด็จพระราชดำเนินที่ จ.พระนครศรีอยุธยา หลายครั้ง ตนเคยมีโอกาสได้เฝ้าฯ รับเสด็จถึง 2 ครั้ง คือที่วัดใหญ่ชัยมงคล และครั้งสุดท้ายที่ทุ่งมะขามหย่อง เมื่อปี 2555 นอกจากจะทรงช่วยเหลือในด้านต่างๆ ยังมีคำสอนที่สามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตจริง อย่างหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งตนและครอบครัวน้อมนำหลักนี้มาใช้ในการดำเนินชีวิต ด้วยการปลูกผักปลูกผลไม้ เช่น มะนาว กระเจี๊ยบ แก้วมังกร ฯลฯ ส่วนหนึ่งเก็บไว้กินในครัวเรือน ส่วนที่เหลือก็นำมาวางขายหน้าบ้าน

“ดิฉันตั้งใจว่าจะมากราบสักการะพระบรมศพให้ได้ 9 ครั้ง วันนี้ก็มาเป็นครั้งที่ 2 โดยมากับคณะชมรมผู้สูงอายุจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส่วนครั้งแรกร่วมเดินทางมาพร้อมกับคณะชมรมคนรักในหลวง หลังจากนี้วางแผนไว้ว่าถ้าเคลียร์งานที่เสร็จแล้วจะนั่งรถไฟกลับมาอีกเรื่อยๆ โดยแต่ละครั้งก็ตั้งจิตอธิษฐานขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย” นางสุทธิรัตน์ กล่าวด้วยน้ำตาคลอ

ขณะที่นายคณิน บุญเสริฐ อายุ 35 ปี ครูจากโรงเรียนฮอดพิทยาคม ต.หางดง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ เดินทางมาพร้อมครูอีก 8 คน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 160 คน เผยว่า ในโอกาสที่พานักเรียนมาทัศนศึกษาที่วัดพระแก้วและทดลองใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เป็นเวลา 3 วัน จึงจัดกิจกรรมพานักเรียนมาร่วมสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ถือเป็นโอกาสดีที่ครั้งหนึ่งในชีวิตของนักเรียน ซึ่งเกิดในแผ่นดินของพระองค์จะได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งมีคุณค่ามากต่อชีวิตของประชาชนชาวไทย โดยให้นักเรียนร่วมต่อแถวกับประชาชนทั่วไปตั้งแต่เวลา 04.00 น.

นอกจากนี้ ที่โรงเรียนยังจัดกิจกรรมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2559 และเพื่อเป็นการสานต่อพระราชปณิธาน ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทางโรงเรียนยังได้บูรณาการหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เข้ากับหลักสูตรการเรียนการสอนให้เยาวชนคนรุ่นหลังได้เรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ต่อไป

ด้าน น.ส.กมลทิพย์ และน.ส.กมลชนก ดอกป๋อ อายุ 15 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนฮอดพิทยาคม ร่วมกันกล่าวด้วยความตื้นตันว่า รู้สึกดีใจและภูมิใจมากที่ครั้งหนึ่งในชีวิตมีโอกาสเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลังจากนี้จะกลับไปเล่าความประทับใจให้คนในครอบครัวและเพื่อนคนอื่นได้ฟังด้วย พวกตนรู้สึกตื้นตันใจที่เห็นประชาชนจำนวนมากเดินทางมาเข้าแถวรออย่างไม่ย่อท้อ แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นที่รักและทรงสถิตอยู่ในดวงใจของประชาชนเสมอ

ซึ่งทางโรงเรียนมีการนำเรื่องหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาสอนในวิชาเศรษฐศาสตร์ ทำให้รู้จักประหยัดอดออม พวกตนจะนำสิ่งที่เรียนมาใช้ในชีวิตประจำวันและเผยแพร่ให้คนที่รู้จัก รวมถึงเดินตามรอยพระยุคลบาทในเรื่องความพอเพียง เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ให้อยู่คู่คนไทยสืบไป

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ที่เต็นท์หน่วยแพทย์พระราชทาน ซึ่งตั้งอยู่ภายในท้องสนามหลวง ด้านทิศเหนือ ฝั่งศาลฎีกา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงห่วงใยในพสกนิกรที่เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงทรงมีรับสั่งให้มีหน่วยแพทย์พระราชทานมาดูแลสุขภาพประชาชนเป็นประจำทุกวัน ต่อเนื่องจนครบ 100 วัน โดยวันนี้มีหน่วยแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ จากโรงพยาบาลวิชัยยุทธ จำนวน 9 คน และโรงพยาบาลพระปกเกล้า จำนวน 6 คน มาตรวจรักษาและให้บริการทางการแพทย์

ส่วนที่เต็นท์อาหารพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งทิศเหนือ เยื้องกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยรวมอยู่ภายในศูนย์อาหารบริการประชาชน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ นำอาหาร ขนม ของว่าง และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน โดยแบ่งเป็นมื้อเช้าเวลา 07.00 น. ก๋วยเตี๋ยวไก่พะโล้ปีกบน 1,500 ถ้วย กาแฟสด 2,500 แก้ว นมหนองโพ 2,000 กล่อง

มื้อกลางวันเวลา 11.00 น. ก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋น-เต้าหู้ดำ 1,000 ถ้วย ข้าวผัดน้ำพริกอ่อง 1,000 จาน หมูคั่วซีอิ๊วกวางตุ้งราดข้าว 1,000 จาน ข้าวต้มเห็ดนางฟ้า 1,000 จาน, มื้อบ่ายเวลา 16.00 น. ขนมไทย 1,000 กล่อง ขนมปังไส้กรอก 1,000 ชิ้น, เฉาก๊วย 1,000 ถุง

มื้อเย็นเวลา 18.00 น. ข้าวหน้าหมูย่างเมืองตรัง 2,000 จาน ข้าวไส้กรอกปลาทอด+ต้มยำปลากระพง 1,000 จาน ขนมไทย 1,000 กล่อง โดยมีน้ำดื่มสมุนไพร 700 ลิตร และน้ำดื่มให้บริการประชาชนตลอดทั้งวัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งทิศใต้ บริเวณพื้นที่ก่อสร้างพระเมรุมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทีมช่างก่อสร้างจากกรมศิลปากร ลงพื้นที่นำไม้มาตีผังกำหนดขอบเขตพื้นที่ก่อสร้างพระเมรุมาศ เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ความยาวด้านละ 67 เมตร โดยนำเครื่องมือหนัก และรถแบคโฮ มาขุดเจาะทำการสำรวจชั้นดินเพื่อตรวจสอบความหนาแน่นก่อนเริ่มลงฐานรากก่อสร้างฐานพระเมรุมาศ

ทีมช่างก่อสร้าง กล่าวว่า กลุ่มสร้างก่อสร้างได้เริ่มวางผังกำหนดขอบเขตพื้นที่ก่อสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค. และเก็บชั้นดินที่ผ่านการขุดเจาะสำรวจ ไปตรวจสอบความหนาแน่น ในห้องแล็ปเพื่อวิเคราะห์สภาพดิน ความสามารถในการรองรับน้ำหนักพระเมรุมาศขนาดตามจริง และหลังจากนี้จะเริ่มปรับสภาพดินเฉพาะพื้นที่ก่อสร้างพระเมรุมาศ ให้หน้าดินมีความเสมอกันทั้งสี่ด้าน

ทั้งนี้ การปรับหน้าดินจะไม่รวมพื้นที่ก่อสร้างอาคารประกอบ และพื้นที่ที่ใช้ในการตกแต่งภูมิทัศน์โดยรอบ เนื่องจากการก่อสร้างครั้งนี้ในแต่ละอาคาร จะใช้ทีมช่างคนละทีม เพื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จตามกำหนดการ แต่การปรับหน้าดินเพื่อก่อสร้างอาคารประกอบทั้งหมด จะยึดตามความสูงของหน้าดิน พื้นที่พระเมรุมาศเป็นหลัก โดยคาดว่าจะเริ่มล้อมรั้วเพื่อให้ทีมช่างเข้าไปทำการก่อสร้างได้เต็มพื้นที่ภายในเดือนก.พ.นี้

line-qr

เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

single-line

ติดตามข่าวสด


ข่าวเด่นประจำวัน













ภาพที่



อัลบั้มภาพ ผู้ว่าฯ8จว.เข้ากราบพระบรมศพ “กรมศิลป์” ล้อมรั้วสนามหลวงสร้างพระเมรุมาศ 1 ก.พ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง