มหัทธโนฤกษ์ 10.01 น.บวงสรวงก่อสร้าง-ยกเสาเอกพระเมรุมาศทรงบุษบก 9 ยอด

เมื่อเวลา 07.15 น. วันที่ 27 ก.พ. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ไปยังบริเวณท้องสนามหลวงฝั่งทิศใต้ เพื่อทรงตรวจความคืบหน้าการก่อสร้างพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

โดยมีพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ และสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศฯ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม, นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร, นายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, นายอารักษ์ สังหิตกุล อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ในฐานะทีมวิศวกรที่ปรึกษาวิศวกรรมด้านโครงสร้างพระเมรุมาศ และพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. และท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ สำนักราชเลขาธิการ เฝ้าฯรับเสด็จ

ในการนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ณ วิธานสถาปกศาลา (โรงขยายแบบ) ที่ตั้งบริเวณด้านหน้าพระบรมหาราชวัง ทอดพระเนตรพระเมรุมาศจำลอง ทรงรับฟังการบรรยายจากนายอนันต์ ชูโชติ ถึงเรื่องความคืบหน้าการสร้างพระเมรุมาศ การจัดสร้างพระโกศจันทน์ และพระโกศทองคำสำหรับบรรจุพระบรมอัฐิ รวมถึงการซ่อมแซมราชรถพระยานมาศ ราชรถปืนใหญ่ จากนั้นทอดพระเนตรการขยายแบบร่าง งานจัดสร้าง ปั้นลวดลาย และหล่อส่วนประกอบประดับตกแต่งพระเมรุมาศ อาทิ พระโพธิสัตว์นูนสูงประกอบยอดเหม, พระศิวะ, พระนารายณ์, พระอินทร์, พระพรหม, แบบสัตว์ประจำทิศ ประกอบด้วย สิงห์ ช้าง ม้า วัว เป็นต้น

จากนั้นทรงพระดำเนินไปยังพื้นที่การก่อสร้างพระเมรุมาศ ทอดพระเนตรเต็นท์ทับเกษตร ศาลาลูกขุน ศาลาทรงธรรม ซึ่งจัดแสดงแผนผัง และแบบแพลนพระเมรุมาศ โดยมีสถาปนิก-วิศวกรโยธา จากกรมศิลปากร ถวายรายงาน ต่อมาเสด็จฯ ไปยังอาคารจัดสร้างพระโกศจันทน์ ทอดพระเนตรการบูรณปฏิสังขรณ์พระที่นั่งราเชนทรยาน เพื่ออัญเชิญพระบรมอัฐิ และชมแบบแพลนการจัดสร้างพระราเชนทรยานน้อย อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร จากนั้นทอดพระเนตรการจัดทำภาพร่างต้นแบบจิตรกรรมฉากบังเพลิง ทั้ง 4 ทิศ ประกอบพระเมรุมาศ ก่อนเสด็จฯ กลับในเวลา 08.24 น. รวมเวลาทอดพระเนตร 1.09 ชั่วโมง

นายอารักษ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ในฐานะทีมวิศวกรที่ปรึกษาวิศวกรรมด้านโครงสร้างพระเมรุมาศ กล่าวว่า ในวันนี้กรมศิลปากรได้รายงานเกี่ยวกับภาพรวมของพระเมรุมาศ โดยตนได้อธิบายในส่วนโครงสร้างอาคารพระเมรุมาศว่า ทำไมถึงต้องทำแบบนี้ ทำไมถึงต้องมีโครงสร้างเหล็ก และซุปเปอร์คลาสไว้ที่ฐานของเสาสี่ต้นเพราะอะไร ซึ่งเป็นเพราะเรื่องของการรับแรงลม ทั้งยังทรงรับสั่งถึง ผู้ที่ทำงานก่อสร้าง ควรจะให้ผู้ที่มีความชำนาญ เพราะในการที่จะหาช่างมาใหม่ จะต้องมาเรียนรู้ ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่ท่านเป็นห่วงเพราะการถ่ายทอดความรู้วิชาการให้กับคนรุ่นใหม่เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งคนรุ่นใหม่สามารถจะเรียนรู้ได้ และสามารถสืบทอด และทำได้ แต่ถ้าคนที่ไม่เป็นงานมารับทำแล้ว ซึ่งงานนี้เป็นงานที่ใช้เวลาประเดี๋ยวจะไม่ทันการ และจะไม่ได้คุณภาพที่ดีด้วย

ต่อมาเวลา 10.01 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีบวงสรวงการก่อสร้างและยกเสาเอกพระเมรุมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วย คณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คณะรัฐมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ข้าราชการกรมศิลปากร และหน่วยงานร่วมพิธี

ทั้งนี้ภายหลังที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประธานในพิธีเดินทางมาถึง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศฯ กล่าวรายงาน ประธานฯ จุดธูป เทียน บูชาเครื่องบวงสรวง จากนั้น ในเวลา 10.01 น. ปฐมฤกษ์ประกอบพิธีพราหมณ์ นายกฯจุดธูปเทียนที่เครื่องบวงสรวงพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ อ่านโองการบวงสรวงฯ

โดยประธานในพิธีปิดทอง ผูกผ้าที่เสาถือสายสูตรยกเสาพระเมรุมาศขึ้นตั้ง ด้านพราหมณ์ครูวิสุทธิคุณฯ รดน้ำเทพมนตร์และเจิมเสาและพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา เจ้าพนักงานประโคมฆ้องชัย สังข์ บัณเฑาะว์ ดนตรี และบรรเลงเพลงมหาฤกษ์ รำบวงสรวง เนื่องในงานยกเสาเอกพระเมรุปรากฏเมื่อครั้งงานพระราชพิธีที่ผ่านมา ในสมัยรัชกาลที่ 9 มี 3 ครั้ง โดยตามธรรมเนียมของไทย เมื่อมีงานพิธี หรือพระราชพิธีที่สำคัญ มักจะมีการเซ่นสรวงบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอขมาหากมีการประกอบกิจการใดที่เป็นการล่วงล้ำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขอให้ช่วยขจัด ปัดเป่าอุปสรรค ทั้งปวง และนำความเป็นสิริมงคลมาสู่ในพิธี

ดังนั้น เพื่อให้ได้ผลสำเร็จสมปรารถนาจึงต้องประกอบพิธีบวงสรวงขึ้น และเพื่อเป็นการน้อมบูชาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะคุ้มครองการทำงานให้ลุล่วง จึงต้องจัดการแสดงถวาย สำหรับในงานพิธีบวงสรวงการก่อสร้าง และยกเสาเอกพระเมรุมาศในครั้งนี้ จึงได้สืบทอดประเพณี สำหรับผู้แสดงจำนวน 9 คู่ มีความหมายแสดงถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 จากนั้นประธานฯ ถวายภัตตาหาร พร้อมด้วยเครื่องไทยธรรมและจตุปัจจัยแด่พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป พระสงฆ์อนุโมทนา ประธานฯ กรวดน้ำถวายเป็นพระราชกุศล เป็นอันเสร็จพิธี

สำหรับกำหนดฤกษ์พิธีบวงสรวงการก่อสร้างและยกเสาเอกพระเมรุมาศ เป็นมหัทธโนฤกษ์ หมายถึงฤกษ์ใหญ่ ใช้ประกอบการมงคลทุกอย่างเป็นปฐมฤกษ์ ขณะที่ข้อมูลโครงสร้างงานยกเสาเอกพระเมรุมาศ มีระดับความสูงถึงยอดเสา 23.50 เมตร, ความสูงเสา 21.90 เมตร, น้ำหนักเสา 19 ตัน/ต้น, จำนวนน็อตยึดเสา 89 ตัว/ต้น, ฐานมีความยาว 17.70 เมตร, ความสูง 1.90 เมตร, น้ำหนัก 17 ตัน/ชุด, จำนวนฐานราก 495 ฐาน และปริมาตรคอนกรีต 422 ลูกบาศก์เมตร

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวภายหลังพิธีว่า ในวันนี้มาตรวจเยี่ยมการทำงานตั้งแต่แรก ในการที่จะมาเยี่ยมเยือนตรวจเยี่ยมการทำงาน ซึ่งรับผิดชอบโดยกรมศิลปากร ซึ่งจะมีกองช่างหน่วยงานต่างๆมากมาย วันนี้ก็เป็นการลงเสาเอก จะเห็นได้ว่าเป็นพิธีที่เข้มแข็ง และแสดงให้เห็นถึงสุดขีดความสามารถผู้ประกอบการชาวไทยในการออกแบบ ในการใช้ผลิตภัณฑ์ในประเทศ

แต่ที่สำคัญอยากจะให้ประชาชนในสังคมได้เรียนรู้ว่าประเทศไทยของเรานั้น มีสิ่งที่งดงาม มีสิ่งที่เป็นจารีตประเพณี มีอัตลักษณ์ความเป็นไทยมากมาย รูปแบบอาคารต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเราควรจะภาคภูมิใจ เพราะฉะนั้นการที่เราทำร่วมกัน ทำถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่พวกเราคนไทยทั้งประเทศได้ร่วมมือร่วมใจกันตลอดระยะเวลาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว วันนี้ก็ก้าวหน้ามาถึงตอนนี้ ใช้เวลา 1 ปี ถึงเดือนกันยายนหรือตุลาคมนี้ก็จะเป็นอันเสร็จสิ้นเรียบร้อย ถือว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่ได้ถวายสักการะพระบรมศพ

ช่วงนี้อยากให้ทุกคนได้สงบสติอารมณ์ ทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย จะทำอะไรก็ตามนึกถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ รัฐบาลนึกถึงคนทั้งประเทศอยู่ทุกวัน คิดแก้ปัญหาทุกวัน เพราะฉะนั้นอะไรที่ไม่จำเป็น อะไรที่สร้างความขัดแย้ง ไม่สร้างสรรค์ อย่าไปสนใจมากนัก ให้เจ้าหน้าที่เขาทำงาน ขอขอบคุณอีกครั้ง ขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน กองอำนวยการ

ในส่วนรัฐบาลก็ได้มอบหมายให้รัฐมนตรี รมว.กระทรวงวัฒนธรรม และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอีกหลายท่าน ทั้งคณะกรรมการอำนวยการ วันนีได้มาเห็นความก้าวหน้าก็สบายใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนงาน การทำงานทุกอย่างต้องมีแผนงาน การสร้างที่นี่ก็มีแผนงานจะจบเดือนกันยายนหรือตุลาคมเหมือนกับรัฐบาลทำงานแบบมีโรดแมป ทำอะไรเสร็จอะไร เมื่อไหร่ ถ้าไม่มีอะไรขัดขวางโรดแมปก็เสร็จ เข้าใจแค่นี้พอ ไม่ต้องเรื่องมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า นายกรัฐมนตรีและคณะได้เยี่ยมชมแบบผังพระเมรุมาศและพระที่นั่งทรงธรรม ก่อนจะตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร และอาสาสมัคร บริเวณวิธานสถาปกศาลา (โรงขยายแบบ) อาคารปั้นหล่อประติมากรรม อาคารเขียนสีและตกแต่งองค์ประกอบ และอาคารจัดสร้างพระโกศจันทน์ ตามลำดับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระเมรุมาศงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จัดสร้างทรงบุษบก สูง 50.49 เมตร มีชั้นเชิงกลอน 7 ชั้น ฐานสี่เหลี่ยมจตุรัสกว้างด้ายละ 60 เมตร บันไดฐานยกสูง 3 ชั้น ซึ่งมุมทั้งสี่ประกอบด้วยช่างทรงบุษบกชั้นเชิงกลอน 5 ชั้น รวมสิ่งก่อสร้างมีเครื่องยอดรวม 9 ยอด โดยยอดกลางจะเปรียบเหมือนเป็นเขาพระสุเมรุ และอีก 8 ยอด เป็นเหมือนยอดเขาสัตตบริภัณฑ์ ซึ่งเปรียบเป็นระบบจักรวาล โดยเปรียบพระมหากษัตริย์เป็นเหมือนสมมติเทพ ทั้งนี้มีเสาโครงเป็นครุฑ และสัตว์หิมพานต์ ซึ่งเปรียบครุฑเป็นพาหนะพระนารายณ์ มีความเชื่อตามสมมติเทพว่า พระมหากษัตริย์ เป็นพระนารายณ์อวตารลงมา

นอกจากนี้ ยังมีพระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียวยกฐานสูง ขนาดกว้าง 44.50 เมตร ยาว 155 เมตร ซึ่งเป็นที่ประทับ และบำเพ็ญพระราชกุศลในการพระราชพิธี รอบรับได้ประมาณ 2,800 ที่นั่ง ขณะเดียวกันยังศาลาลูกขุน ใช้เป็นที่เฝ้าของข้าราชการ และทับเกษตรให้เป็นที่พักข้าราชการที่มาร่วมในพระราชพิธี และทิม สำหรับเจ้าพนักงาน พระสงฆ์ แพทย์ หลวงพัก รวมถึงจะมีการออกแบบกลุ่มอาคารนอกมณฑลพิธี และออกแบบภูมิทัศน์ โดยรอบ ซึ่งพื้นที่บริเวณพระราชพิธีจะสามารถรองรับผู้เข้าร่วมงานได้ถึง 7,400 คน

บทความก่อนหน้านี้ยังไง!? “น้องน้ำตาล” เปิดใจเล่าความสัมพันธ์ “ริชาร์ด” หนุ่มฟิลิปปินส์!
บทความถัดไป‘ซิโก้’โบ้ยนายกสมาคมบอล คือคนกำหนดทิศทางสัญญาคุมช้างศึก