ทภ.2 แจงเจอ อาวุธสงคราม ซุกคลองที่ศรีสะเกษเป็นรุ่นเก่า ไม่มีใช้งานในกองทัพ

อาวุธสงคราม

โฆษกกองทัพภาคที่ 2 แจงพบ อาวุธสงคราม ที่ศรีสะเกษ เป็นรุ่นเก่าติดเขตสู้รบสมัยประเทศเพื่อนบ้านขัดแย้งกันภายใน ไม่มีอยู่ในครอบครองของกองทัพไทย ยังไม่ชี้ชัดเอี่ยวกลุ่มโกตี๋

กรณีพบอาวุธสงครามทั้งกระสุนอาร์พีจีและเอ็ม79 หลายร้อยลูกซุกในคลองส่งน้ำบ้านขนุนเหนือ ต.สโน อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ จากการตรวจสอบพบว่า มีสภาพพร้อมใช้ ซึ่ง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. ระบุว่า มีลักษณะคล้ายคลึงกับอาวุธที่ยึดได้จากกลุ่มของนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ นักเคลื่อนไหวกลุ่มเสื้อแดง เนื่องจากมีหมายเลขล็อตนัมเบอร์เหมือนกัน ในช่วงชุมนุมทางการเมือง เมื่อปี 2553 และ 2557 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างสืบสวนว่า มีความเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือไม่ ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

อาวุธสงคราม / ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. พล.ต.อัครเดช บุญเทียม รองแม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะโฆษกกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า พื้นที่ที่ตรวจพบอาวุธสงครามดังกล่าว เป็นพื้นที่รอยต่อชายแดนส่วนในคือถนนหมายเลข 24 ซึ่งเป็นพื้นที่เขตสู้รบช่วงที่ประเทศเพื่อนบ้านมีความขัดแย้งภายในของเขา โดยอาวุธสงครามก็เป็นอาวุธในสมัยนั้น

ซึ่งตนไม่อยากจะเอ่ยถึงประเทศผู้ผลิตหรือผู้ครอบครอง แต่ว่าอาวุธสงครามเหล่านี้ไม่ได้เป็นอาวุธที่ทางกองทัพภาคที่ 2 หรือกองทัพบก ครอบครองอยู่ เพราะรุ่นของอาวุธสงครามเหล่านี้เก่ามากกว่าอาวุธที่ทางกองทัพภาคที่ 2 ครอบครองอยู่ประมาณ 40 ปีมาแล้ว

ส่วนจะเป็นของใคร มาซุกซ่อนไว้เพื่อวัตถุประสงค์อะไรนั้น ก็จะเป็นหน้าที่ของหน่วยข่าวกรองของกองทัพภาคที่ 2 และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนของตำรวจภูธรภาค 3 ที่จะร่วมกันค้นหาความจริงต่อไป

พล.ต.อัครเดช กล่าวต่อว่า ส่วนจะเป็นอาวุธที่นำมาเพื่อไปขายในตลาดมืดหรือไม่ หรือมีไว้เพื่อก่อเหตุร้ายที่ใด ก็กำลังติดตามอยู่ตลอด ส่วนที่สงสัยว่าอาจจะเกี่ยวโยงกับกลุ่มการเมืองในประเทศหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ เพราะต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนกว่านี้ก่อน

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

ทั้งนี้ ก็ฝากถึงประชาชนว่า การมีอาวุธสงครามไว้ในครอบครองจะมีโทษหนัก ซึ่งในช่วงที่คสช.เปิดโอกาสนิรโทษกรรมให้ผู้ครอบครองอาวุธสงคราม นำมามอบให้กับเจ้าหน้าที่ ก็ปรากฎว่ามีประชาชนนำมามอบให้จำนวนหลายตัน แม้ว่าช่วงนี้จะเลยช่วงนิรโทษกรรมมาแล้วก็ตาม ก็ยังมีช่องทางที่จะนำมามอบให้กับเจ้าหน้าที่ทหารหรือตำรวจได้ หากผู้ครอบครองไม่ได้มีเจตนา ก็สามารถอนุโลมเพื่อไม่ให้ผิดกฎหมายได้ แต่อย่านำไปซุกซ่อน หรือนำไปทิ้งไว้ในที่ต่างๆ เพราะกลัวความผิด ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายกับผู้บริสุทธ์ได้

บทความก่อนหน้านี้รวบสาว 19 ร่วมแก๊งคนร้ายผิวสี ใช้ไอจี หลอกเหยื่อคนไทยโอนเงิน 
บทความถัดไปผลสอบวินาศกรรมเรือบรรทุกน้ำมัน น่านน้ำยูเออี ฝีมือองค์กรรัฐ ดำน้ำฝังระเบิด