เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 3 เม.ย. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชัยพร พานิชอัตรา รองผบช.น. พ.ต.อ.คมศักดิ์ สุมังเกษตร รอง ผบก.น.2 พ.ต.อ.มานะ เผาะช่วย ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง รับหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมจาก นางสาย ยางเยี่ยม อายุ 73 ปี พร้อมกับ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ทนายความ
หลังติดใจและสงสัยการเสียชีวิตของนางภัสรัชต์ โชตเศรษฐ์ ลูกสาว การที่นายนุกูล โชตเศรษฐ์ สามี และน.ส.ศิริ สมวงศ์ ภรรยาเก่าของนายนุกูล แจ้งต่อพนักงานสอบสวนกระโดดตึกฆ่าตัวตาย เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2549 โดยติดใจการให้ถ้อยคำพยานหลักฐานขัดแย้งกับผลการชันสูตรพลิกศพ และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ จนกระทั่งพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาสามีเก่าผู้ตาย และภรรยาเก่าสามีผู้ตายที่อยู่ในเหตุการณ์คดีดังกล่าวในปี 2556 ที่ผ่านมา
นายอัจฉริยะ กล่าวว่า กรณีที่ติดใจกรณีที่นายนุกูล สามีคนตาย เป็นน้องชาย พล.ต.ท.ดำริ โชตเศรษฐ์ อดีตผบช.ประสำนักงาน ประสานนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งรองผบช.น.ในขณะนั้น พาไปให้การกับพนักงานสอบสวน แต่ทำไมถึงไม่ทำการช่วยเหลือผู้ตายระหว่างที่มีการพูดคุยกันพร้อมกับน.ส.ศิริ ภรรยาเก่าไม่ได้จดทะเบียน แต่ได้ให้การว่า เห็นผู้ตายตกจากตึก 3 ชั้น ลักษณะค่อมกำแพง เอามือดันตัวลงไป พร้อมกับช่วยผู้ตายผายปอดแล้ว เอามืดดันซี่โครง แล้วบอกว่าผู้ตายกินยาระงับประสาท
แต่ผลตรวจสอบไม่พบว่ามีการกินยาระงับประสาทดังกล่าว และลางานให้ผู้ตายหลังจากเสียชีวิต 1 วัน พร้อมกับทำลายหลักฐานโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ รวมถึงเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานไม่เก็บรอยนิ้วมือแฝง โดยประเด็นที่ยังติดใจอีกนั้น ทำไมผู้ตายจะฆ่าตัวตายไม่กระโดด แต่นั่งเอาขาค่อมกำแพง
นอกจากนี้ คำให้การของเด็กชายผู้เห็นเหตุการณ์ที่เห็นว่านั่งอยู่บนระเบียง แต่ไม่ได้เห็นตอนตกลงมา แต่พอให้การในชั้นพนักงานอัยการกลับบอกว่าไม่เห็น รวมทั้งผลทางนิติวิทยาศาสตร์เห็นว่าตกจากชั้น 3 ต้องมีบาดแผลที่ขา ไม่ปรากฏว่ามีบาดแผล มีข้อมือขวาหักและเลือดคั่งที่ปอด และน่าจะมีลักษณะนอนหงายไม่ใช่การนอนตะแคงหันข้าง โดยที่นายนุกูลเป็นผู้พาคนตายพามาคุยกับน.ส.ศิริ จึงอยากขอความเป็นธรรมทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้การช่วยเหลือเกี่ยวกับคดีดังกล่าว เพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากประเด็นข้อสงสัย
ด้านพ.ต.อ.มานะ กล่าวว่า คดีดังกล่าวอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง และแจ้งให้ทางญาติทราบ แต่ไม่ได้ตัดสิทธิ์ผู้เสียหาย คือทางกฎหมายสามารถฟ้องร้องได้เองตามป.วิอาญา ม.34 เมื่อฟ้องเองใช้สิทธิตามวิอาญา ม.28 (2) ศาลจะต้องดำเนินการนัดไต่สวนมูลฟ้อง เพราะไม่ใช่เป็นการฟ้องของอัยการตามป.วิอาญาม.162 (1) ก็ต้องป้อนพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องไป เพื่อให้มีมูลประทับรับฟ้อง เมื่อประทับรับฟ้อง สมมุติศาลประทับรับฟ้อง ผู้ถูกฟ้องเป็นจำเลยศาลก็ตกเป็นจำเลย ก็ต้องสู้คดีกันต่อ
ขณะนี้เมื่ออัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องในส่วนของตำรวจหมดอำนาจการสอบสวนไป เพราะสำนวนอยู่ในมือของอัยการ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวันที่ 9/2481 ระบุว่า เมื่ออัยการรับสำนวนพนักงานสอบสวนจะไปทำอะไรในสำนวนไม่ได้ เว้นแต่ต้องทำตามคำสั่งพนักงานอัยการหรือกรณีผู้ต้องหาหลบหนีจับกุมแจ้งข้อกล่าวหาตามวิ.อาญา ม.134 แต่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำได้คือใช้การสืบสวน ตำรวจดำเนินการได้ตลอด สืบสวนตามม.2 (4) คือการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานเพื่อทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำผิด อาจจะทำเป็นหนังสือถึงผู้บังคับบัญชาสั่งการเพี่อตั้งเป็นคำสั่งคณะพนักงานสืบสวนของกองบังคับการ หรือกองบัญชาการ เพื่อหาค้นหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมต่อไป

