หายตัว4วัน อดีตเมียช็อก เสี่ยอู่แท็กซี่ จบชีวิตคาเก๋งหลังห้างดัง เผยเรื่องสุดท้ายที่ขอ

หายออกจากบ้านนาน 4 วัน! อดีตภรรยาช็อก เสี่ยอู่แท็กซี่ ย่านบางแค นั่งซดเหล้าในเก๋ง ก่อนตัดสินใจลาโลกสลด เผยเรื่องสุดท้ายที่โทรหา ก่อนไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย

เสี่ยอู่แท็กซี่ / วันที่ 11 ก.ย. ร.ต.อ.วีระวัฒน์ ไพรบึง รองสารวัตร(สอบสวน) สน.ท่าข้าม รับแจ้งเหตุมีคนถูกยิงเสียชีวิตภายในรถเก๋ง บริเวณท่ารถกระป้อซูบารุ 4 ล้อเล็ก หลังห้างเซ็นทรัลพาร์ค ซอยพระราม 2 ซอย56 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กทม. หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน และมูลนิธิร่วมกตัญญู

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่เพิ่มเพื่อน

ที่เกิดเหตุพบรถเก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า แอคคอร์ด ทะเบียน ฌบ7227 กทม. จอดอยู่ ภายในรถพบศพ นายพิทยา สงไทย อายุ 62 ปี เจ้าของวินรถแท็กซี่เช่า ย่านบางแค นอนเสียชีวิตอยู่เบาะรถฝั่งคนขับ ในมือซ้ายพบปืนลูกโม่ 1 กระบอก ศีรษะด้านขวามีรอยกระสุนปืน ที่เบาะข้างคนนั่งมีเหล้า 1 แบน เหลือไม่ถึงครึ่งขวด และน้ำเปล่า 1 ขวด

เสี่ยอู่แท็กซี่ ฆ่าตัวสลดคาเก๋ง หลังหายตัวนาน 4 วัน
เสี่ยอู่แท็กซี่ ฆ่าตัวสลดคาเก๋ง หลังหายตัวนาน 4 วัน

จากการสอบสวน รปภ.ใกล้ที่เกิดเหตุ เปิดเผยว่า ตนเห็นรถเก๋งคันดังกล่าว มาจอดบริเวณที่เกิดเหตุตั้งแต่คืนวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา และได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น.ของวันนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าดังมาจากไหน จนกระทั่งเช้ามีคนมาพบศพดังกล่าว

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุบริเวณด้านหลังห้างเซ็นทรัลปาร์ค
เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุบริเวณด้านหลังห้างเซ็นทรัลปาร์ค

ด้าน น.ส.ศิญาภัทร์ (ขอสงวนนามสกุล) อดีตภรรยาผู้ตาย เปิดเผยว่า ตนและสามีเลิกกันแล้ว และได้แยกกันอยู่สักพัก เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ติดต่อขอให้มาช่วยดูแลกิจการรถเช่าที่มีอยู่ 20-30 คัน จนเมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา ก็ไม่สามารถติดตามตัวได้ จึงได้โทรศัพท์และไลน์หาแต่ไม่มีการติดต่อกลับ จนมาพบเป็นศพว่ายิงตัวตาย ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ตายก็ไม่เคยมาปรึกษาหรือบ่นว่ามีปัญหาเครียดอะไร ส่วนเรื่องธุรกิจก็ไม่มีปัญหา โรคประจำตัวมีเพียงเบาหวาน จึงไม่รู้สาเหตุมาจากเรื่องอะไร

รถเก๋งที่ เสี่ยอู่แท็กซี่ ยิงตัวเสียชีวิต
รถเก๋งที่ เสี่ยอู่แท็กซี่ ยิงตัวเสียชีวิต

จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นการยิงตัวตาย เพราะกระสุนดังกล่าวเป็นลูกซ้อม ทำให้การจ่อยิงครั้งแรกยังไม่เสียชีวิตในทันที จึงสามารถยิงนัดที่สองได้ แต่ไม่ได้ทิ้งประเด็นอื่น ๆ โดยจะให้มูลนิธิร่วมกตัญญูนำศพส่งนิติเวชโรงพยาบาลศิริราช เพื่อหาหลักฐานและสาเหตุการตายที่แน่ชัดต่อไป

บทความก่อนหน้านี้ตัวเปิด! เสรีพิศุทธ์ เผย ประสานเอง “สื่อออสซี่” แฉธรรมนัส จ่อชำแหละต่อในสภา
บทความถัดไปกฟน. จัดสัมมนาผู้ประกอบการป้ายโฆษณาทำงานใกล้ไฟฟ้าแรงสูง