จากกรณีเกิดเหตุชายลงมือปาดคอลูกวัย 13 ปี อาการสาหัส และพาตัวลูกอีกคนซึ่งเป็นออทิสติกหนีไปนั้น จากการสอบถาม เพื่อนบ้านเล่าว่า นายสุรินทร์ มักมีปากเสียงกับ น.ส. หนู ภรรยาของตัวเองเป็นประจำ ส่วน ด.ญ.เอ (นามสมมุติ) เป็นเด็กเงียบๆ ไม่ค่อยพูด ก่อนเกิดเหตุประมาณ 11.00 น.เห็นนายสุรินทร์ ออกมาช่วยภรรยาไปขายของที่หน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ตนก็ไม่ได้สนใจอะไร กระทั่งเวลาประมาณ 12.30 น. ตนได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังออกมาจากห้องที่ครอบครัวนายสุรินทร์พักอาศัยอยู่ จึงเดินออกไปดูที่หน้าต่างห้องเห็นน้องเอ นอนจมกองเลือด จึงติดต่อให้แม่น้องเอ มาเปิดประตู ขณะนั้นน้องเอ ยังพอพูดคุยได้ ตนจึงถามน้องเอ ว่าทำไมไม่ร้องขอให้ช่วยก่อนหน้านี้ น้องเอ บอกว่า ร้องไม่ไหว โดนพ่อซ้อมจนจุกไปหมด

​จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเบื้องต้นทราบว่านายสุรินทร์ แก้วแหร้ อายุ 42 ปี และ น.ส.หัทยา แก้วแหร้ อายุ 40 ปี ภรรยา พักอาศัยอยู่ที่ห้องแถวที่เกิดเหตุดังกล่าว โดยมีลูก 2 คน ตนโตคนโต อายุ 13 ปี และ คนเล็ก อายุ 5 ขวบ ก่อนเกิดเหตุช่วงสายนายสุรินทร์ ได้ออกไปช่วยนางหัทยา ขายผลไม้และของดองที่หน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีเพชรบุรี และกลับมาที่ห้องพัก และหายไปก่อนที่จะมีคนพบว่า ด.ญ.เอ ถูกทำร้ายและถูกมีดปาดคอดังกล่าว

 

ทั้งนี้ หลังจากเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจระดมกำลังดักสกัดจับทุกเส้นทางที่มุ่งหน้าลงใต้ ล่าสุด ตำรวจ สภ ห้วยยาง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ควบคุมตัว นายสุรินทร์ ไว้ได้แล้ว ขณะขี่รถพ่วงข้างโดยมีลูกสาววัย 5 นั่งมาด้วย บนถนนเพชรเกษมขาล่องใต้ อยู่ระหว่างสอบสวนเบื้องต้นและนำตัวกลับมาสอบสวนและดำเนินคดีที่ สภ เมืองเพชรบุรี ส่วน น้องเอ ล่าสุดอาการพ้นขีดอันตรายแล้ว อยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับ ด.ญ.เอ เพิ่งสอบเข้าเรียนในระดับชั้น ม.1 ในโรงเรียนชื่อดังระดับจังหวัดได้ และกำลังเตรียมตัวไปรายงานตัวเข้าเรียนในเทอมการศึกษา ที่จะถึงนี้ ก่อนจะมาถูกพ่อแท้ๆ ทำร้ายและใช้มีดปาดคอจนอาการสาหัส ดังกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน