เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 3 ต.ค. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสารท ผบ.ทบ. แถลงข่าวภายหลังประชุมหน่วยขึ้นตรงระดับชั้นนายพล เพื่อมอบนโยบายการทำงานปี 2560 ในการสนับสนุนงานรัฐบาลและคสช.ว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันทุกอย่างอย่างเดินไปตามโรดแมป และในภาพรวมการใช้กำลังของคสช.ก็ลดน้อยลง จะเน้นการช่วยเหลือประชาชน การใช้อำนาจทางกฎหมายให้เป็นเรื่องของตำรวจ ตนเชื่อว่าภาพรวมในปัจจุบันสถานการณ์อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ทุกคนเข้าใจถึงความตั้งใจดีของรัฐบาล และอยากให้ทุกคนช่วยกันประคับประคองให้สถานการณ์เดินไปข้างหน้า อย่างราบรื่นเรียบร้อย
“มีจุดหนึ่งที่ผมยังห่วงใยอยู่คือ การเคลื่อนไหวของกลุ่มที่อาจจะใช้ความรุนแรง ซึ่งในปี 2553 มีอาวุธจำนวนหนึ่งหายไป ระหว่างปฏิบัติการดูแลความเรียบร้อยการชุมนุมคนเสื้อแดง ซึ่งได้คืนมาในส่วนน้อย แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้คืนมา เป็นเรื่องที่ผมกังวลอยู่ว่าจะมีขบวนการในการดำเนินการ ส่วนการใช้กำลังอื่นๆ ก็เป็นไปตามแผน ถามว่าผมห่วงใยสถานการณ์หรือไม่ คงไม่ห่วง เพราะเชื่อว่าพวกเราทุกคนที่เป็นคนไทยมีวุฒิภาวะ ต้องการให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้า ขณะนี้คสช.และรัฐบาลก็เดินไปตามโรดแมปอยู่แล้ว” พล.อ.เฉลิมชัย กล่าว
เมื่อถามว่า มีอะไรบอกเหตุ ถึงกังวลอาวุธปืนที่หายไปเมื่อปี 2553 พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ในงานข่าวมีตลอดเวลาว่ามีกลุ่มเห็นต่าง ไม่ยอมรับแนวความคิดและมีความคิดจะใช้ความรุนแรง ในเซ้นท์ของความเป็นทหาร ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ต้องระแวดระวังทั้งสิ้น จะเกิดหรือไม่ ไม่รู้ แต่ต้องเตรียมมาตรการที่ดีที่สุด สำหรับการป้องกัน ตนก็คาดหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น เชื่อว่าคนไทยรักประเทศและต้องการเดินไปข้างหน้า ทั้งนี้ ตนจำตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้ แต่ที่ได้คืนมาเป็นส่วนน้อย ซึ่งอาวุธตรงนี้ยังวนเวียนอยู่ ซึ่งตนไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหน แต่จะพยายามหามาคืนให้ได้ และเชื่อว่าถ้าเราได้คืน ทุกอย่างสบายใจทุกฝ่าย
เมื่อถามว่า ในปีหน้าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น จะสนับสนุนรัฐบาลอย่างไร พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า บทบาทการใช้กำลังกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.)ในปีหน้าการใช้กำลัง โดยเฉพาะการควบคุมบังคับจะลดน้อยลง ให้เป็นเรื่องของกฎหมายปกติเป็นหลัก ยกเว้นกรณีที่สำคัญและจำเป็น ซึ่งกกล.รส.มีภารกิจอยู่แล้ว 7 ภารกิจก็จะใช้ตามนั้น และตนคิดว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นน่าจะลดน้อยลง ทั้งนี้ในบทบาทภาพรวมตนเป็น ผบ.กกล.รส.อยู่แล้ว แต่ในระดับกองทัพภาค เป็นหน้าที่ของแม่ทัพภาคในการดูแลกองกำลังส่วนนี้อยู่
เมื่อถามว่า ด้วยความเป็นรบพิเศษ มีการคาดหวังกังวลหรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ก็อาจจะมีบ้าง แต่ก็มั่นใจว่าเพราะมีประสบการณ์ในการทำงานมาพอสมควร และทุกวันนี้คนที่เป็นผู้บังคับหน่วยตั้งแต่ แม่ทัพภาค ผู้บังคับกองพล มีความคุ้นเคยกันและสามารถทำงานได้ตามบทบาทหน้าที่ ทุกคนเป็นทหารรู้อยู่แล้วต้องทำอะไร สิ่งสำคัญที่สุดคือสายการบังคับบัญชา และตนทำงานเป็นทีม ใช้กลไกฝ่ายเสนาธิการเป็นหลัก หากมีอะไรพูดคุยกัน ถ้าถามถึงความกังวลในเรื่องความสัมพันธ์ การถูกจับตามอง คงไม่มี
เมื่อถามว่า มีความกังวลเรื่องทหารรบพิเศษขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการทหารบก จะมีการปฏิวัติหรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ถ้าพูดถึงปฏิวัติ ก็ต้องถามหาเหตุผล ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ในสถานการณ์ปัจจุบันทางนายกรัฐมนตรีเคยชี้แจงแล้ว เรื่องการปฏิวัติที่ผ่านมาคือครั้งสุดท้าย จึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าประชาชนไม่เห็นชอบด้วย ถ้าสังเกต การปฏิวัติสองครั้งหลังที่ทหารเข้ามาเกี่ยวข้องทางด้านการเมือง โดยการควบคุมสถานการณ์ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างท่วมท้น
“ส่วนตัวของผมไม่มีอยู่แล้ว เพราะเป็นทหารอาชีพ ผู้บังคับบัญชาว่าอย่างไรก็ตามนั้น ไม่มีปัญหา และไม่ต้องมากังกลเรื่องปฏิวัติ หรือไม่ปฏิวัติ ยืนยันว่าไม่มี ส่วนที่มองว่าจะมีการปฏิวัติซ้อน หากรัฐบาลบริหารงานไม่ดีนั้น ก็ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ จะปฏิวัติซ้อนหรือปฏิวัติอะไรก็ไม่มี ผมอยากให้ลดตรงนี้ด้วยซ้ำไป อย่ามากังวล อะไรจะเกิดขึ้นๆ อยู่กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ถ้ารัฐบาลปกครองโดยคุณธรรม อะไรก็เกิดขึ้นไม่ได้ เรื่องการปฏิวัติผมอยากให้ลืมไปเลยนะ และวันหลังไม่ต้องถามแล้ว เพราะจะไม่ตอบ” พล.อ.เฉลิมชัย กล่าว
เมื่อถามว่า อยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก จะดำเนินการใดๆขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นหลักใช่หรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ใช่ มีอะไรให้พูดมากกว่านี้หรือไม่ ตนก็ทำตามคำสั่งการของรัฐบาล เพราะตนเป็น ผบ.ทบ.เดินตามกรอบรัฐบาล เน้นหนักคือการช่วยเหลือประชาชน อยากให้ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนทุกโอกาส กองทัพอยู่ไม่ได้ และไม่มีเกียรติศักดิ์ศรี หากประชาชนไม่เอาด้วย ทุกวันนี้ทุกเรื่อง กองทัพยื่นมือเข้าไปทำหมด ทั้งในหน้าที่โดยตรงและไม่ใช่หน้าที่ และถ้าเป็นความเดือดร้อนของรัฐบาลโดยตรง กองทัพพร้อม
เมื่อถามถึง ปัญหาความขัดแย้งของประชาชนในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นอีก พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ถ้าเรามองในภาพรวม หลังคสช.เข้ามาบริหารประเทศ ในขั้นต้นความขัดแย้งยังคงดำเนินอยู่ แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลทำงานหลายเรื่องและในบทบาทของรับบาลเอง และศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ ในความรู้สึกของตนเชื่อว่า คนไทยที่เคยเห็นต่างกลับมาเห็นสอดคล้องกับรัฐบาล อาจจะมีบางกลุ่มที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ก็ยังดำรงความคิดนี้อยู่ แต่การเคลื่อนไหว การปลุกระดม หากชาวบ้านไม่เอาด้วย ก็ไม่เกิดปัญหา และในอนาคตการวางรากฐานของรัฐบาลในทุกๆเรื่อง ก็จะมีผลออกมา ถ้าประชาชนอยู่ดีกินดี รัฐบาลบริหารประเทศด้วยระบบคุณธรรม สิ่งเหล่านั้นค่อยๆสลายไป ทุกคนเป็นไทยรักชาติเหมือนกัน แต่อาจคิดแตกต่างกัน แต่เมื่อทุกคนหันมาพูดคุยกันและสภาพโดยรวมดีขึ้น คิดว่าทำได้ อยากให้เห็นแก่ประเทศชาติ
พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกและคสช.เปิดเผย ตัวเลขอาวุธปืนที่หายไป ในช่วงทหารออกไปปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 จำนวน 86 กระบอก ได้คืนมาเพียง 29 กระบอก
