นายกรัฐมนตรี ยอมรับ เงินเยียวยา 5000 บาท โครงการ “เราไม่ทิ้งกัน” มีจ่ายเพียงเดือนเดียวไปก่อน ที่เหลือเดือนถัดไป รอจาก พ.ร.ก.เงินกู้

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

เมื่อ 13.25 น.วันที่ 15 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ว่า วันนี้เป็นที่น่ายินดีตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ทยอยลดลงในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดให้รัฐบาลโดยศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. จะพิจารณาด้วยหลักเกณฑ์และหลักการทางด้านสาธารณสุขอีกครั้งว่าเราจะสามารถผ่อนปรนอะไรได้บ้างหรือไม่ แต่ในช่วงนี้ต้องขอเวลาอีกสักระยะหนึ่งก่อน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า การช่วยเหลือเยียวยาตามมาตรการของรัฐบาลทั้งหมด เราต้องคำนึงถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม ซึ่งช่วงแรกได้ดำเนินการช่วยเหลือผ่านมาตรการต่างๆ ในเบื้องต้น ทั้งระยะที่ 1-2 เช่น การลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนค่าน้ำ ค่าไฟ คืนเงินประกันไฟฟ้า การเพิ่มจำนวนหน่วยการใช้ไฟฟ้าฟรี การกำหนดให้ผู้ป่วยโรคโควิด-19 เข้ารับการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

การพักหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยซึ่งอาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเข้าสู่ขั้นตอนการแก้ไขปัญหา การขยายเวลาการชำระหนี้หรือลูกหนี้จากสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยใช้กลไกงบประมาณทั้งงบปกติ มาตรการทางภาษี

มาตรการทางการเงิน ภาคธนาคารรัฐและระบบประกันสังคม ซึ่งต้องขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินพาณิชย์ ธนาคารพาณิชย์ ต้องหาวิธีการเพื่อให้การช่วยเหลือ เพราะทั้งหมดเป็นระบบการเงินการคลังของประเทศถือเป็นห่วงโซ่เดียวกัน หากมีปัญหาก็จะทำให้เกิดความเสียหายทั้งหมดได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้มีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องการขายทองคำ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องขวัญ และสภาพคล่อง ของบรรดาร้านทองต่างๆด้วย ทั้งนี้ ถ้าหากไม่จำเป็นก็ขอให้ทยอยนำออกมาขาย อย่าขายพร้อมกันทีเดียวทั้งหมด เพราะถ้าสถานประกอบการไม่มีเงินจ่ายก็จะเกิดปัญหา เงินที่จะเยียวยาประชาชนอาจจะต้องลดลงไปเพื่อนำไปใช้อย่างอื่นอีก ก็ขอให้เข้าใจตรงนี้ด้วย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลเราใช้ทั้งเงินในระบบประกันสังคมและงบประมาณปกติ สำหรับมาตรการที่จะชดเชยรายได้จำนวน 5,000 บาทต่อเดือนนั้น ทราบดีว่ามีความสับสนอลหม่านอยู่บ้างพอสมควร เห็นภาพจากที่มาร้องเรียนที่กระทรวงการคลังวานนี้ (14 เม.ย.) จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจกันใหม่เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม ให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เราได้พิจารณาจากฐานข้อมูลกำลังแรงงานที่มีอยู่ทั้งหมด 37 ล้านคน ประกอบด้วยผู้มีอาชีพอิสระ แรงงานนอกระบบ จำนวน 9,000,000 คน แรงงานในระบบ 11,000,000 คนและเกษตรกรอีก 17,000,000 คน

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับนักศึกษาทั้งที่ทำงานและยังไม่ได้ทำงาน อย่าลืมว่ากฎหมายก็ต้องเป็นกฎหมาย จะใช้เงินอย่างไรจะต้องมีการตรวจสอบ ตนไม่อยากให้รัฐบาลและคณะรัฐมนตรีเกิดข้อผิดพลาดในตรงนี้ อย่างไรก็ตามตนติดตามความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ ทุกวัน ก็เห็นใจและสงสารและถือเป็นหน้าที่ที่ตนต้องทำให้กับทุกคน ตนร้อนใจมากกว่าท่าน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด 19 เพื่อติดตามรวบรวมข้อมูลและบูรณาการข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับผู้ที่ได้รับกระทบ การรับฟังความคิดเห็น ตรวจสอบการช่วยเหลือและเยียวยาให้ครอบคลุมและทั่วถึง จัดทำข้อเสนอแนะกลไกและขั้นตอนการดำเนินการให้กลุ่มเป้าหมายได้เข้าถึงการช่วยเหลือเยียวยาอย่างแท้จริง ปัจจุบันก็มีผู้ลงทะเบียนและได้รับการช่วยเหลือไปแล้วจำนวนหนึ่ง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้เราจำเป็นต้องใช้เงินจากหลายส่วน ส่วนแรกคือ เงินที่เราจะต้องเสนอเป็นพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) การปรับโอนงบประมาณ ร้อยละ 10 ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลามากพอสมควร เพราะต้องเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรผ่านความคิดเห็นของ ส.ส.และ ส.ว.ซึ่งคงต้องใช้เวลาประมาณเดือนมิถุนายน ถึงจะได้เงินก้อนนี้ออกมาใช้

ประมาณวงเงินไม่เกินแสนล้านบาทที่จะได้คืนมาจากทุกหน่วยงาน ซึ่งได้ขอความร่วมมือจากทุกกระทรวงไปแล้ว ส่วนที่สองคือ เงินที่จะได้จากการกู้เงิน เป็นพ.ร.ก.กู้เงิน จำนวน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งตรงนี้ยังไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว ระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนการเตรียมการการกู้เงินออกมาให้เป็นเม็ดเงินเพื่อที่จะได้นำมาเยียวยาได้

จึงต้องขอชี้แจงว่าถึงวันนี้ยังไม่มีเงินเลย มีเพียงตัวเลขเท่านั้น หลายคนก็นำตัวเลขนี้มาหารแบ่งกันไปเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลเพียงแต่ตั้งไว้ว่าจะนำเงินจำนวนนี้มาทำอะไรบ้าง อีกส่วนหนึ่งคือ ส่วนของ พ.ร.ก.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเป็นการบริหารในส่วนของระบบการบริหารทางด้านการเงินการคลัง ฟังเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย สับสน และไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะส่งผลต่อเรื่องของตลาดหุ้น รวมทั้งระบบธนาคาร

พล.อ.ประยุทธ์ ในส่วนของ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท จะมีขั้นตอนและรอการประกาศใช้ก็จะอยู่ในช่วงปลายเดือนเมษายน หรือพฤษภาคม ซึ่งในการเดินหน้าเพื่อใช้เงินตรงนี้จะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย ตามขั้นตอนของร่างพ.ร.ก.กู้เงิน เพราะฉะนั้นน่าจะเงินส่วนนี้ได้ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน นี้

วันนี้เราใช้เงินรายจ่ายจากงบกลางปี 2563 และบางโครงการก็เอาคืนมาเพราะยังไม่ได้ดำเนินการ ก็นำมาช่วยในช่วงนี้ก่อน วงเงินประมาณ 50,000 กว่าล้านบาท ซึ่งจะครอบคลุมไปถึงการใช้จ่ายในการช่วยเหลือเยียวยา 5,000 บาท แค่เดือนเดียว เพราะฉะนั้นในเดือนที่ 2 และ 3 ก็ต้องรอเงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ ถือเป็นความยากง่ายของรัฐบาล

เงินเหล่านี้ถือเป็นภาระผูกพันของรัฐบาล เพราะเราต้องหาเม็ดเงินมาชำระหนี้ ดังนั้น การกู้เงินจะทยอยกูเป็นก้อนๆ ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีเงิน 1 ล้านล้านบาทอยู่ในมือทั้งหมดครั้งเดียว หลายคนอาจไม่เข้าใจเอาตัวเลขมาคูณและหาร อย่าลืมว่าอย่างไรก็ไม่ทันในเดือนเมษายนนี้อยู่แล้ว

“ย้ำอีกครั้งว่าวันนี้เราจ่ายได้เพียงเดือนเดียวเท่านั้น ส่วนที่เหลือต้องรอพ.ร.ก.เงินกู้ และพ.ร.บ.ที่จะออกมา ในส่วนที่ยังขาดเหลือก็กำลังพิจารณาตรวจสอบคัดกรองอยู่ว่าขาดเหลือตรงไหนและควรจะให้ตรงไหนเพิ่ม หรือมีปัญหาที่ระบบตรวจสอบและคัดกรอง ก็ต้องมาดูให้รอบคอบ เพราะวันนี้

สถานการณ์โควิด-19 ถือเป็นสถานการณ์สำคัญ ผมยืนยันว่าจะพยายามดูแลทุกท่านอย่างเต็มที่ตามขีดความสามารถที่รัฐมีอยู่ ขอให้ทุกคนเข้าใจ การสร้างความเข้าใจและการสร้างความบิดเบือนในทางที่ผิด ยิ่งจะทำให้การทำงานยากยิ่งขึ้น” นายกรัฐมนตรีกล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะที่เม็ดเงินยังไม่ออกมานั้น ในการรองรับช่วยเหลือกลุ่มต่างๆก่อนที่ พ.ร.ก.เงินกู้จะมีผลบังคับใช้ทั้งอาชีพอิสระ รับจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว กิจการส่วนตัว ค้าขาย รวมทั้งอาชีพอิสระประกันสังคมตามมาตรา 39 และ 40 ประมาณ 9,000,000 คน

ซึ่งตอนแรกเรามีเม็ดเงินในการช่วยเหลือคนเพียง 3,000,000 คน ซึ่งไม่ได้เป็นโควตาเพียงแต่นำเม็ดเงินที่มีอยู่มาพิจารณาว่าจะจ่ายได้เท่าไหร่ เฉลี่ยแล้วได้ 5,000 บาทต่อเดือน จากจำนวน 3,000,000 คน แต่เมื่อจำเป็นต้องขยายความช่วยเหลือไปเป็น 9,000,000 คน ก็ต้องดูว่าจะหาเงินมาจากตรงไหน ซึ่งหลายคนก็เกรงจะไม่ได้รับ แต่ก็ต้องยอมรับว่าช่วงนี้ก็มีปัญหา ไม่รู้จะเอาเงินจากส่วนไหนไปโอนให้ ก็คงต้องรอสักระยะหนึ่ง แต่ก็เข้าใจความเดือดร้อนของทุกคน

“วันนี้ก็เป็นห่วงคนที่ไปหาผลประโยชน์ ซึ่งบางคนมีความลำบากและยากจนอยู่แล้ว ยังเอาเงินไปจ้างให้คนส่งข้อมูลเพื่อเข้าสู่ระบบการคัดกรองของกระทรวงการคลังเพราะทำไม่เป็น ทราบว่าเป็นจำนวนเงินประมาณ 1,000 บาท โดยไปกู้เงินนอกระบบมา แต่ผลสุดท้ายระบบคัดกรองไม่ผ่านก็เท่ากับเสียเงินไป 1,000 บาท เงิน 5,000 ก็ไม่ได้

ผมถือว่าคนที่แสวงหาผลประโยชน์เหล่านี้เป็นบุคคลที่น่ารังเกียจ บางคนก็มีการปลอมเอกสารเพื่อไปรับประโยชน์ต่างๆ คนเหล่านี้ไม่คิดว่ายังมีอยู่ในประเทศไทย แต่เชื่อว่ายังมีอีกเยอะ รวมทั้งนายทุนเงินกู้ต่างๆ เมื่อรัฐบาลมีมาตรการต่างๆ ออกมาก็ควรช่วยเหลือรัฐบาลบ้าง หากเป็นเช่นนี้ก็ต้องใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเต็มที่ อย่ามัวแสวงหาผลประโยชน์บนความทุกข์ทรมาณแสนสาหัสของประชาชน แล้วจะมีความสุขหรือ”นายกรัฐมนตรีกล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในส่วนที่ยังขาดอยู่ก็คงจะต้องหาเงินเพิ่มมาอีกทั้งจากงบกลาง เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน 45,000 ล้านบาท แต่หลังจากเดือนเมษายนไปแล้วเราก็ต้องรอเงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ ถึงจะมีเงินก้อนไหนออกมา ก็ต้องมาดูว่าในเดือนที่ 2-3-4 เพียงพอหรือไม่แล้วจะให้กันอย่างไร แต่ผมรับรองว่าจะดูแลให้ครบทุกคน

ในส่วนของแรงงานในระบบประกันสังคมที่มีรายได้ประจำ ประกันสังคมมาตรา 33 มีอยู่จำนวน 11 ล้านคน วันนี้ได้ใช้เงินจากกองทุนประกันสังคมประมาณ 2 แสน 3 หมื่นล้านบาท ก็ได้มีการปลดล็อคต่างๆ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกิจการ รัฐบาลต้องหามาตรการช่วยเหลือ วันนี้กระทรวงแรงงานก็จำเป็นต้องไปหาเม็ดเงินเพิ่ม ถือเป็นการบริหารของกองทุนประกันสังคม ขอร้องว่าอย่าว่ากันไปมาเลย เพราะเงินจำนวนนี้ก็เป็นเงินที่ทำให้แรงงานสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

 


 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน