นายกฯ เผยสมเด็จพระบรมฯ มีพระราชบัณฑูรดูแลประชาชนที่มาร่วมแสดงความอาลัย ทรงรับสั่งว่าให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม ขอบคุณสื่อให้ความร่วมมือถ่ายทอดพระราชกรณียกิจ ยันรัฐบาลไม่เคยสั่งถอด พระบรมฉายาลักษณ์ ระบุคำ “มหาราช” เป็นเรื่องของปชช.-รัฐบาล วอน อย่าติง-ไล่ล่าคนไม่แต่งดำ ชี้ทุกวันนี้เป็นสีแห่งความจงรักภักดี ยังไม่ถึงเวลาสร้างพระบรมราชาอนุสาวรีย์
เมื่อวันที่ 18 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สรุปข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมครม.เกี่ยวกับการเตรียมการระหว่างพระราชพิธีบำเพ็ญ พระราชกุศลถวายพระบรมศพ 10 ข้อว่า เรามีโอกาสได้พบกันในช่วงเวลาที่พวกเราอยู่ในช่วงของความทุกข์โศก เศร้าโศกเสียใจ ก็อยากให้เอาความเศร้าโศกเสียใจเหล่านี้ เป็นพลังให้กับประเทศไทย คนไทยได้ขับเคลื่อนไปข้างหน้า จะเป็นเรื่องของการชี้แจงให้ทราบ
ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ตนได้ขอบคุณข้าราชการ ตำรวจ ทหาร พลเรือนและเจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่าย ที่ปฏิบัติหน้าที่ถวายพระเกียรติยศให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และช่วยอำนวยความสะดวกกับประชาชนเป็นอย่างดีในทุกภาคส่วน ทั้งข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน นักธุรกิจ นิสิต นักศึกษา นักเรียน ทุกคนเสียสละทรัพย์ส่วนตัวในรูปของสมาคม ทั้งหมดถือว่าเป็นพลังของคนไทยที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยในระยะแรก อาจจะมีการขรุขระบ้าง รัฐบาลก็ต้องขออภัยด้วย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการอำนวยความสะดวก เรื่องอาหารการกิน ซึ่งในช่วงนี้ฝนตกก็เป็นห่วงประชาชน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตามที่มีพระราชบัณฑูรจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ให้มีการดูแลประชาชนไม่ให้เกิดความเดือดร้อนในเรื่องความปลอดภัย การเดินทาง สุขภาพอนามัย อาหารการกิน และที่พัก ในเรื่องที่พักคงต้องมีแผนงานเตรียมการในระยะต่อไป หลังจากที่เปิดให้ประชาชนได้เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. ก็ต้องเตรียมการรองรับด้วย ว่าประชาชนจะมาได้เท่าไหร่และสามารถรับได้เท่าไหร่ ต้องหาที่พักและที่กินให้ด้วย ขณะนี้กำลังวางแผนร่วมกันระหว่างฝ่ายใน กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาล
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในกรณีที่หน่วยงานใดประสบปัญหาในการทำงาน หรือมีเรื่องสำคัญที่ควรรายงานรัฐบาล ทางรัฐบาลก็ได้แจ้งให้ทราบแล้วว่า เราได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ (ศตส.) โดยใช้หมายเลขโทรศัพท์ 1111 วันนี้อำนวยการในเรื่องของพระราชพิธี ในเรื่องของกิจกรรมจะได้ไม่เกิดความสับสน ส่วนการทำงานปกติก็ดำเนินตามปกติไป ตรงนี้ทำเป็นพิเศษขึ้นมาก็ได้ทำงานมาตั้งแต่วันแรก ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บัญชาการศตส.
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอความร่วมมือสื่อโทรทัศน์และวิทยุ ใช้เวลาในช่วง 30 วันจนถึงวันที่ 13 พ.ย.นี้ ให้เน้นเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจในแง่มุมต่างๆ และประชาชนมีส่วนร่วมอย่างไร อาจจะมีการสัมภาษณ์ความรู้สึก ประสบการณ์ที่ประทับใจให้มีการถ่ายทอดในโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ถ่ายทอดพร้อมกันในช่วงเสด็จพระราชดำเนินในช่วงที่พ้นเวลาเหล่านั้นแล้ว อาจจะมีรายการปกติได้บ้าง แต่ก็ควรพิจารณาให้เหมาะสม ตนได้เน้นย้ำไปว่า นำเรื่องที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ขับเคลื่อนไปด้วย เพราะรัฐบาลนี้ใช้แนวทางของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทั้งสิ้น ในการบริหาราชการคือการนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การบริหาร และไปสู่เป้าอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ ซึ่งสอดคล้องกับ สหประชาชาติและของเราในยุทธศาสตร์ โดยเมื่อพ้น 30 วันไปแล้ว ก็จะพิจารณาจัดรายการตามความเหมาะสม ทั้งนี้ ตนขอขอบคุณสื่อมวลชน สื่อโทรทัศน์ วิทยุ ที่ให้ความร่วมมือมาตลอด อยากให้เข้าใจว่ารัฐบาลไม่ได้ต้องการมุ่งหวังบังคับอะไรท่านเลย เพียงแต่ขอให้ใช้เวลาเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด เดี๋ยวจะเกิดปัญหาในภายหลังได้
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในเรื่องการจราจรสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นพลเรือน ตำรวจ ทหาร ต้องทำงานร่วมกัน มีศูนย์บูรณาการทั้งในพื้นที่ อาทิ บริเวณสนามหลวง พระบรมมหาราชวัง หรือจุดสำคัญในที่ต่างๆ ก็ต้องให้ข้อมูลข่าวสารให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นประชาชนจะเกิดความลำบากในการเดินทางมา แต่เราห้ามไม่ได้จริงๆ เพราะประชาชนทั้งหมดก็อยากมาถวายเข้าเฝ้าฯกราบบังคมพระบรมศพด้วยตัวเอง อยากมาทำความดีถวาย ฝนตกก็ยังมากันเลย ซึ่งก็มีแพทย์มาดูแลเรื่องสุขภาพประชาชน ในเรื่องการจราจรมีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน การจราจรปกติทั่วไป ขบวนเสด็จ ขบวนประชาชน ซึ่งมีผลกระทบด้วนกันทั้งสิ้น วันนี้ได้วางแผนแล้วได้แถลงไปเมื่อวันที่ 17 ต.ค. ขอความร่วมมือด้วย ซึ่งอาจจะไม่สะดวกมาก เรื่องการจอดรถ การจราจรต้องปรับใหม่ทั้งหมด ไม่อย่างนั้นเต็มไปหมดไปไหนไม่ได้ เพราะคนมามหาศาล และจะต้องเตรียมแผนเมื่อสำนักราชวังเปิดให้ประชาชนเข้าเฝ้าฯกราบบังคมพระบรมศพ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้เตรียมการเกี่ยวกับการสร้างพระเมรุมาศ โดยขอพระราชวินิจฉัยจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งมอบหมายให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพิจารณาและให้ส่วนราชการอื่นๆ ได้เตรียมความพร้อมเกี่ยวกับเรื่องพิธีต่างๆ เตรียมความพร้อมในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้ ตนสั่งการให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เตรียมการแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ให้เรียบร้อย เกี่ยวกับเรื่องการจัดพิธีทั้งหมด
นายกฯ กล่าวว่า เรื่องให้มีการชี้แจงประชาชนเกี่ยวกับการใช้ถ้อยคำออกพระนาม โดยการใช้ถ้อยคำภาษาที่เหมาะสม เป็นไปตามจารีตประเพณี การแต่งกาย การปฏิบัติในเวลาเข้าถวายบังคมพระบรมศพ ตลอดจนพิธีแสดงความจำนงของการมีส่วนร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวาย ทั้งกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาร่วมกันระหว่างสำนักพระราชวัง และรัฐบาลที่ต้องประสาน ว่าขั้นตอนไหน เวลาไหนที่จะเหมาะสม เพื่อให้ทุกคนมีความสุขในการที่จะทำถวาย
พล.อ.ประยุทธ์ รัฐบาลไม่เคยมีคำสั่งให้ถอดพระบรมฉายาลักษณ์ออกจากสถานที่ใดๆ อาจจะมีคนเข้าใจผิด แต่ได้สั่งการไปแล้วให้แก้ไขโดยเร็ว จะต้องไม่มีกรอบพระบรมฉายาลักษณ์ใดๆ ที่ว่างโดยเด็ดขาด ซึ่งตนสั่งแก้ไขไปแล้ว รัฐบาลไม่ได้สั่งแต่เป็นไปตามพระราชบัณฑูร ที่ทรงรับสั่งมาว่า ให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม เหมือนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงประทับอยู่ เพียงแต่ว่าถ้อยคำบางอย่าง ที่เคยเขียนไว้อาจจะต้องปรับเปลี่ยนเป็นโบว์ สัญลักษณ์ ผ้าดำขาว แสดงความไว้อาลัย สิ่งที่ได้กำหนดไว้พระบรมฉายาลักษณ์ที่เป็นทางการที่ทรงฉลองพระองค์สีทอง ในระหว่างนี้มีรูปอะไรก็ติดไปก่อน การจะเอาพระบรมฉายาลักษณ์ออก จะเอาออกได้เมื่อมีรูปพระบรมฉายาลักษณ์ใหม่แล้ว อันถือเป็นการสั่งการทั้งประเทศไม่เคยมีคำสั่งให้เปลี่ยน คำเดิมที่เขียนว่า ทรงพระเจริญ หรือทีฆายุโก โหตุ มหาราชา ก็อาจจะต้องเปลี่ยนในช่วงนี้ ขอให้ทุกส่วนราชการปฏิบัติตามนี้ให้เคร่งครัด
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ในเรื่องการจัดงานรื่นเริง บันเทิงในช่วงนี้ขอว่าในช่วง 30 วันแรกนับจากวันที่ 14 ต.ค. ขอให้พิจารณาตามความเหมาะสม โดยทางกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำลังหารือกันในเรื่องนี้ว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร เพราะมีผลกระทบหลายๆอย่างด้วยกัน ซึ่งไม่อยากให้ใครเดือดร้อนแต่ต้องดำเนินการด้วยความเหมาะสม อาจจะต้องงดในส่วนที่เป็นมหรสพหรือความบันเทิง ดนตรี ร้องรำทำเพลง แต่การจัดประชุม งานมงคลสมรส ทอดกฐิน ลอยกระทง งานบำเพ็ญกุศล หรือศาสนกิจตามประเพณี สามารถกระทำได้ในรูปแบบที่เหมาะสม เชื่อว่าทุกคนเข้าใจอยู่แล้ว แต่เรื่องการเลี้ยงสังสรรค์ที่ทำในอาคารเฉพาะกลุ่ม ที่จัดปกติเนื่องจากได้เตรียมการไว้แล้ว ก็ต้องลองพิจารณาถ้าจำเป็นก็ดำเนินการได้ รวมถึงการรับนักท่องเที่ยวหรือผู้เข้าร่วมประชุม สามารถจัดได้ตามความเหมาะสม และคำนึงถึงความรู้สึกประชาชน และสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้เป็นหลัก
“ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกวดขัน ระมัดระวังการแพร่ภาพหรือข้อความ ที่เข้าข่ายการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ยุยงให้เกิดความแตกแยก และทำให้เกิดผลสะเทือนจิตใจของประชาชนในช่วงนี้ ดังนั้นขอความร่วมมืออย่าแพร่ภาพ หรือข้อความดังกล่าวต่อไปเป็นอันขาด เพราะจะเป็นการเหยียบย่ำจิตใจคนไทย และผิดกฎหมายด้วย ขอให้ระมัดระวัง เพราะไม่อยากจะใช้กฎหมายในช่วงนี้ จึงต้องขอความร่วมมือทุกคน ซึ่งคงเข้าใจแล้ว ตนเห็นแต่อย่าไปสร้างความขัดแย้งกันอีก ไม่ใช่ว่าจะใช้มาตรการรุนแรงอะไร แต่มีกฎหมายอยู่แล้วทำอย่างไรเขาจะเข้าใจและไม่ทำ ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เราต้องรวมพลังกันให้ได้ อาจจะเกิดจากการเข้าใจผิด แต่จะตั้งใจหรือไม่ ต้องไปดูกันให้ดี” นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการสวมเสื้อดำที่มีปัญหา ตนบอกไปว่าต้องเห็นใจผู้ที่มีรายได้น้อย อาจไม่มีเงินซื้อ เพราะตอนนี้ราคาแพงตัวละหลายร้อย รัฐบาลก็พยายามทำทุกอย่างแนะนำแม้กระทั่งสอนการย้อมผ้า ขณะที่กระทรวงพาณิชย์เตรียมที่จะเปิดขายราคาถูกที่สุดเพื่อให้เข้าถึง ระหว่างนี้อาจมีปัญหาอยู่บ้างก็ใช้ริบบิ้นสีดำไปก่อนได้ แต่ขอให้ลดโทนสีเสื้อผ้าที่สวมใส่ลง ขออย่าไปติติง คนที่ไม่ใส่เสื้อดำว่าไม่รักพระเจ้าอยู่หัวฯ เดี๋ยวก็ตีกันอีก พอได้แล้ว วันนี้ไม่มีสักสี วันนี้เป็นสีแห่งความจงรักภักดี เชื่อว่าทุกคนอยากมาด้วยใจ เขาพร้อมแค่ไหนก็ให้เขามา ถ้าเขายังไม่พร้อมตรงไหน เราก็ไปช่วยเขาไม่ดีกว่าหรือ บางครั้งข้าราชการ พนักงานต่างๆ แอร์โฮสเตส เขาก็ต้องทำงาน เครื่องแบบอาจมีสีสันก็ติดริบบิ้นได้ แต่ถ้านอกเวลาเขาก็ใส่ชุดดำอยู่แล้ว ทุกคนรู้หน้าที่ ไม่ใช่ไปคอยไล่ล่าใครใส่ไม่ใส่ เดี๋ยวมีปัญหาอีก
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในเรื่องการใช้คำว่ามหาราช เรื่องนี้เป็นกฎหมายและเป็นการดำเนินการของรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลก่อนๆ เคยเสนอพระองค์ท่านไปแล้ว พระองค์ท่านทรงยังไม่เห็นชอบ ยังไม่ลงมาในเรื่องนี้ พระองค์ท่านรับสั่งว่าเป็นเรื่องของประชาชนและรัฐบาลที่จะทำต่อไป ซึ่งตอนนี้ยังใช้ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าไม่อยากใช้ แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าพระองค์ทรงรับแล้ว
“เรื่องเป็นมหาราชหรือไม่เป็นมหาราช เป็นเรื่องของรัฐบาลและประชาชน จะต้องทำถวายพระองค์ท่าน ซึ่งรัฐบาลอยู่ในขั้นตอนตรงนี้อยู่แล้ว” นายกฯ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การจะสร้างพระบรมราชาอนุสาวรีย์ ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลา ซึ่งหลายหน่วยงานมีความประสงค์ต้องการสร้างและขออนุมัติ แต่การจะจัดสร้างนั้นมีขั้นตอนอยู่แล้ว โดยต้องรอให้เกิดความชัดเจน เพราะทุกอย่างจะต้องขอพระบรมราชานุญาตอยู่แล้ว ดังนั้น อย่างเพิ่งเดินหน้าเรื่องเหล่านี้ เพราะยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำถวายอยู่แล้ว นอกจากนี้ ตนยังได้หารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานด้านศาสนา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ได้ทำงานด้านศาสนาไว้มาก เปรียบเสมือนพระโพธิสัตว์ เหมือนในพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก ที่ทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย และต้องขอขอบคุณชาวต่างชาติทั้งทูตานุทูตและเจ้าหน้าที่ด้านการต่างประเทศ ที่แสดงความอาลัยเข้ามาเป็นจำนวนมาก ขณะที่ชาวไทยอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆต่างประเทศก็ออกมาแสดงความอาลัย แสดงให้โลกเห็นว่าคนไทยนับถือเคารพสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไรบ้าง
“สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้รับสั่งว่าขอให้คนไทยได้รำลึกถึงสิ่งต่างๆของสถาบัน และพวกเราต้องช่วยกันทำงาน เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา พระมหากษัตริย์แห่งภูฏาน ได้เดินทางมา แล้วเขียนคำไว้อาลัย แปลได้ความหมายว่า การสวรรคตนั้นเปรียบเสมือนการเข้าสู่นิพพาน มุ่งไปสู่การเป็นธรรมราชา” นายกฯ กล่าว