เมื่อวันที่ 8 ก.ค.64 ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงมาตรการควบคุมสการระบาดโควิด-19 ภายหลังประชุมศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข หรือ อีโอซี เพื่อแก้ปัญหาการระบาดของโควิดที่ตัวเลขเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในขณะนี้

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาหามาตรการเพื่อควบคุมโรคมากยิ่งขึ้น ประกอบด้วย 1.การใช้ Rapid Antigen test เดิมการตรวจเชื้อจะใช้วิธี RT-PCR ซึ่งเป็นการตรวจในห้องปฏิบัติการและใช้เวลารอผลนาน ยิ่งคนมาตรวจมากการรอผลอาจต้องข้ามวัน จึงตกลงกันว่าจะใช้ Rapid Antigen test สนับสนุนการตรวจ ซึ่งรอผลได้เลย ใช้เวลาไม่นาน แต่ให้ใช้เฉพาะสถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนไว้เท่านั้น

โดยให้ตรวจแอนติเจนเทส หลักๆ ใช้บุคลากรทางการแพทย์ช่วย หรือผู้ป่วยสามารถดำเนินการเอง แต่ต้องทำในโรงพยาบาล ตรงนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของโรงพยาบาลนั้นๆ โดยหากสถานพยาบาลไหนพร้อมดำเนินการได้ทันที เพื่อลดจำนวนการรอตรวจ หากผลเป็นลบก็กลับบ้านได้ หากผลเป็นบวกก็ต้องตรวจซ้ำด้วยวิธี RT-PCR เพื่อความแม่นยำ และหากเป็นบวกก็เข้าสู่ระบบรักษาแยกตามกลุ่มผู้ป่วยสีเขียว เหลือง แดง

“ต่อไปกระทรวงสาธารณสุขพยายามทำชุดตรวจแบบตรวจเองที่บ้าน (Home Use) แต่ตอนนี้ยังไม่มี เพราะต้องวางระบบมารองรับ ตรงนี้จะเป็นระยะต่อไป” นพ.เกียรติภูมิ กล่าว

2.การดำเนินการแยกกักที่บ้านและชุมชน (Home Isolation & Community Isolation) หรือ HI และ CI ในผู้ป่วยโควิดสีเขียว โดยจัดระบบสาธารณสุขเข้าไปดูแลติดตามอาการมาก เช่น คนไข้สีเหลืองหรือมีความเสี่ยง จะรับไว้ในโรงพยาบาลและดูแลเรื่องความปลอดภัย โดยร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ดูแลเป็นครอบครัว โดยจะลดเกณฑ์การดูแลคนเดียวลง ให้ดูแลเป็นครอบครัว และให้เครื่องมือในการตรวจตนเอง เช่น วัดไข้ วัดออกซิเจน และการรายงานข้อมูล

นอกจากนี้ผู้ป่วยที่รักษาในโรงพยาบาลวันที่ 10 หรือสั้นกว่านั้น อาจจะให้กลับไปใช้ HI ต่อไป เพื่อลดปริมาณการใช้เตียง ให้คนมีความเสี่ยงหรือจำเป็นอยู่ในโรงพยาบาล เข้าสู่โรงพยาบาลได้ต่อไป รวมทั้งการจัดการเตียงให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และหาสถานที่เพิ่มเตียงในการดูแลรักษาพยาบาล

3.เน้นมาตรการบุคคลต่างๆ อย่างเข้มงวด เพราะตอนนี้มีความกระจาย โดยต้องเน้นสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆ ที่ทำงานต้องระวัง อย่ารับประทานอาหารร่วมกัน ที่บ้านก็เช่นกัน ขอให้ต่างคนต่างรับประทาน และขอให้ Work From Home มากขึ้น

4.เรื่องวัคซีน จะเร่งฉีดพื้นที่เสี่ยงและกลุ่มเสี่ยง คือ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและ 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง เพื่อลดการป่วยหนักและเสียชีวิต โดยจะใช้วัคซีนที่มีไม่ต่ำกว่า 80% ฉีดคนกลุ่มนี้ก่อน โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงในกทม.และปริมณฑล จะเร่งฉีดภายใน 1-2 สัปดาห์ ให้มากกว่า 1 ล้านโดสขึ้นไป ซึ่งตอนนี้ กทม.ฉีดประมาณ 4 ล้านโดส ถ้าทำได้ก็จะครอบคลุมได้มากกว่า 50% โดย กระทรวงสาธารณสุขจะระดมบุคลากรเข้าไปช่วย กทม.ในการฉีดวัคซีน ช่วงสิ้นเดือนก็น่าจะได้ถึง 60%

5. กระทรวงสาธารณสุขจะเสนอศูนย์ปฏิบัติการ(ศปก.) ศบค. เรื่องจำกัดการเดินทาง อยากให้ทุกคนอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ โดยจะเสนอห้ามเดินทางข้ามจังหวัดและให้ปิดสถานที่เสี่ยงทั้งหมด อย่างสถานที่รวมกลุ่มคนไม่จำเป็น แต่ตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นสถานที่จำเป็นยังเปิดได้ โดยมาตรการนี้จะใช้ในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่กันชน เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 14 วัน

โดยเสนอ ศบค.ชุดเล็กในวันนี้ และจะเสนอ ศบค.ชุดใหญ่ต่อไป เพื่อลดการระบาดในเขตกรุงเทพฯปริมณฑล ให้ระบบสาธารณสุขสามารถดูแลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ และผ่านการระบาดนี้ไปได้อย่างดี

เมื่อถามว่ากรณีการจำกัดการเดินทางเรียกว่า ล็อกดาวน์ได้หรือไม่ นพ.เกียรติภูเมิ กล่าวว่า เราเสนอจำกัดพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่กันชน ส่วนจะเรียกว่าอะไรนั้น เนื้อหาหลักๆ คือการจำกัดการเดินทางที่ไม่จำเป็น กิจการที่เสี่ยง

เมื่อถามว่าการจำกัดการเดินทางเป็นการห้ามออกนอกเคหะสถานทั้งวันหรือไม่ นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า เราเสนอเป็นหลักการเรื่องจำกัดการเดินทาง ซึ่งศบค.จะพิจารณาพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่กันชน ส่วนความเข้มข้นของมาตรการจะไม่น้อยไปกว่าตอนทำเมื่อช่วงเม.ย.2563 ซึ่งการจำกัดการเดินทางและปิดสถานที่เสี่ยงพื้นที่สีแดง อาจทำให้คนเดินทางออกไปอีกที่หนึ่งและเกิดการแพร่ระบาดได้ เราจึงใช้ระบบกันชนในการควบคุมโรค ซึ่งที่ผ่านมาได้ผลดี การเดินทางข้ามจังหวัดจะทำได้ยาก

เมื่อถามว่ากระทรวงสาธารณสุขประเมินมาตรการหรือไม่ ว่าการติดเชื้อจะลดลงมาเท่าไรจึงอยู่ในระดับรับได้ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ภาพรวมมาตรการจะใช้เวลา 14 วัน ตามระยะการฟักตัวของโรค ซึ่งมาตรการความเข้มข้นไม่ต่ำกว่าตอนเม.ย.2563 และเมื่อมีมาตรการวัคซีนเสริมเข้าไป และถ้ารับความร่วมมือจากประชาชนอย่างดี ตัวเลขจะค่อยๆ ลดลงได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน