เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 15 ธ.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบช.ทท. พร้อมชุดสืบสวน และพล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร รรท.รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมกันแถลงจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน 23 คน โดยจับกุมได้ที่ตึกแถว 4 ชั้น เลขที่ 85/37 บ้านด่านนอก ซ.สองชัย ม.2 ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา และบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง
ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดมีหนังสือเดินทางถูกต้อง แต่อยู่เกินเวลาที่กำหนด หรือโอเวอร์สเตย์ พร้อมยึดอุปกรณ์ต่างๆไว้ทำการตรวจสอบจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม 89 ราย ขอศาลอนุมัติหมายจับผู้ร่วมขบวนการได้ 146 หมายจับ พร้อมกันนี้ ผบ.ตร. ได้รับมอบเงินที่ ปปง. ได้ประสานธนาคารและอายัดเงินไว้ได้ทันคืนให้แก่ผู้เสียหายเหยื่อแก๊ง 3 คน จำนวน 1,494,329 บาทด้วย
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า จากการสืบสวนในตอนแรกพบว่าแก๊งนี้เหมือนกับแก๊งพนันออนไลน์ทั่วไป แต่เมื่อสืบสวนเชิงลึกทำให้ทราบว่าที่จริงแล้ว เป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์รูปแบบใหม่ โดยเดินทางมาในรูปแบบนักท่องเที่ยว ต่างคนต่างเดินทางมา เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ ส่วนพฤติการณ์หลอกลวงคล้ายกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั่วไป อาศัยประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการเพื่อโทรศัพท์ไปหลอกผู้เสียหายชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ด้วยการชักชวนให้เล่นการพนัน เกมออนไลน์ และซื้อสิ่งของต่างๆ แต่ก็เชื่อว่ายังมีคนในประเทศอื่นๆตกเป็นเหยื่อด้วย
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวต่อว่า สำหรับแก๊งนี้มีอยู่ 40-50 คน แต่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้ 23 คน ซึ่งทั้งหมดถูกว่าจ้างโดยชาวมาเลเซียให้ก่อเหตุ โดยกลุ่มผู้ต้องหาได้เช่าบ้านหรูและอพาร์ตเมนท์ เพื่อตั้งเป็นศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย จากการสอบถามผู้ต้องหาอ้างว่าไม่มีหนังสือเดินทาง ในประเด็นนี้เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบที่มาที่ไปทุกประเด็นว่าเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร หนังสือเดินทางที่อ้างว่าไม่มีนั้น ถูกนายจ้างหรือนายทุนยึดไปหรือไม่
ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบผู้ต้องหามีการโอนเงินไปยังบัญชีของคนจีนในสาธารณรัฐประชาชนจีน มูลค่าหลายสิบล้านบาท เบื้องต้นสั่งเร่งขยายผล จับกุมผู้ร่วมขบวนการทั้งชาวจีน ชาวมาเลเซีย และคนไทยที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกเรื่องการเช่าบ้านพักให้เป็นฐานปฏิบัติการหรือไม่ เจ้าหน้าที่จะขยายผลจากของกลางที่ยึดได้ทั้งคอมพิวเตอร์ 41 เครื่อง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์มือถือ เงินสดสกุลต่างประเทศหลายสกุล และตู้เซฟ ว่ามีความเชื่อมโยงกับใครแก๊งใดบ้าง
ด้าน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหามีความผิดตาม พรบ.ตรวจคนเข้าเมือง ทั้งหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย, อยู่ในราชอาณาจักรเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือโอเวอร์สเตย์ และร่วมกันเป็นอั้งยี่ และซ่องโจร ส่วนข้อหาฉ้อโกงประชาชน และอาชญากรข้ามชาติ ยังอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผล จึงจะแจ้งข้อหาภายหลัง เจ้าหน้าที่จะดำเนินการ พรบ.ตรวจคนเข้าเมือง เพื่อใช้อำนาจในการควบคุมตัวไว้ก่อน
พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ กล่าวว่า สถิติการรับเรื่องร้องเรียนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน มีผู้เสียหายร้องเรียนแล้ว กว่า 132 คน หลงเชื่อและโอนเงิน 74 คน และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีหลังเกิดเหตุ 23 คน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 23 ล้านบาท ทาง ปปง. สามารถช่วยเหลือนำเงินคืนผู้เสียหายได้แล้วกว่า 2 ล้านบาท ทั้งนี้ ฝากถึงประชาชนหากทราบว่าถูกหลอกให้รีบแจ้งมายังศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชน ผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สายด่วน 1155 และศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินสายด่วน 1710
ด้าน นายเอกพันธ์ แก้วตุ่น อายุ 32 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป 1 ในผู้เสียหาย เปิดเผยว่า มีการโทรศัพท์มาอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยบอกว่าเราไปกู้เงิน ซึ่งตนได้ปฎิเสธไปทุกอย่าง ทางเจ้าหน้าที่ก็แจ้งว่ามีชื่อนามสกุลพร้อมลายเซ็นต์ ถ้าไม่เช่นนั้นให้คุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และได้วางสายไป และมีอีกสายโทรศัพท์เข้ามาว่า เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่จำยศไม่ได้ บอกว่าตนได้ไปกู้เงินจริง และมีการสอบถามข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวรวมถึงบัตรเครดิต และบอกตนว่าจะมีนายตำรวจอีกคนที่จะช่วยเหลือในเรื่องนี้และวางสายไป
นายเอกพันธ์ กล่าวต่อว่า จากนั้น ก็มีอีกโทรศัพท์สายเข้ามาให้โอนเงินพร้อมกับบอกเลขที่บัญชี บอกว่าเพื่อตรวจสอบทรัพย์สิน ตอนที่ตัดสินใจโอนไป เพราะฟังดูมีความน่าเชื่อถือมาก ขณะนั้นเบอร์คอลเซ็นเตอร์ที่โทรมาครั้งแรกได้โทรเข้ามา และบอกว่ามีการผิดพลาดทางข้อมูลให้โทรไปที่เบอร์ 1710 เพื่อเรียกทรัพย์สินคืน โดยที่เราไม่รู้ว่าเบอร์นี้เป็นเบอร์ของ ปปง. ตนได้โทรไปและบอกว่าขอทรัพย์สินคืน ทางเจ้าหน้าที่ก็งงก็เลยสอบถามและให้เล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ทางเจ้าหน้าที่บอกกับตนว่าโดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก อย่างไรก็ตาม อยากฝากเตือนทุกคนที่โดนแก๊งนี้โทรมาหลอกให้โอนเงิน อย่าเพิ่งตกใจ อย่าไปกลัวในสิ่งที่ถูกกล่าวหา เพราะเราไม่ได้ทำผิดจริง ให้ตั้งสติให้ดีและโทรไปที่สายด่วน ปปง. 1710
สำหรับการมอบเงินให้กับผู้เสียหายวันนี้ 3 ราย รายที่ 1.โอนเงินไปให้บัญชีคนร้าย 2,938,000 บาท ปปง. สามารถอายัดเงินของผู้เสียหายไว้ได้ 1,250,329 บาท แจ้งความไว้ สน.ปทุมวัน ผู้เสียหายรายที่ 2.โอนเงินเข้าบัญชีคนร้าย 587,000 บาท ปปง. สามารถอายัดเงินได้ 202,300 บาท แจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สภ.จอหอ จ.นครราชสีมา และผู้เสียหายรายที่ 3.หลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีคนร้าย 44,000 บาท ปปง. สามารถอายัดบัญชีไว้ทันได้เงินทั้งหมด 44,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,494,329 บาท



