กรมวิทย์ตรวจ “วัคซีนฝีดาษคน” เก่าเก็บ 40 ปีของอภ. 5 แสนโดส คุณภาพ-ความแรงยังดี ใช้ป้องกันฝีดาษลิงได้ แต่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ กรมควบคุมโรคสั่งจองแล้ว
เมื่อวันที่ 22 ก.ค.65 นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข่าวผลการตรวจสอบคุณภาพวัคซีนฝีดาษ (Smallpox) ที่องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เก็บไว้นานกว่า 40 ปี ว่า เรามีวัคซีนป้องกันฝีดาษคนของ อภ. ซึ่งเลิกฉีดไปนานแล้ว เนื่องจากกวาดล้างโรคฝีดาษคนออกไปจากโลกแล้ว แต่บางประเทศยังผลิตเพื่อใช้ป้องกันก่อการร้ายทางชีวภาพ มีงานวิชาการว่าใช้ป้องกันฝีดาษลิงได้ 85% ขณะที่วัคซีนสำหรับฝีดาษลิงยังไม่มี

ทั้งนี้ กรมฯ ตรวจสอบคุณภาพวัคซีนฝีดาษคนที่ อภ.เก็บไว้ ทั้ง 13 รุ่นการผลิต ซึ่งผลิตเมื่อปี 2522-2523 โดยตรวจสอบทางกายภาพ เช่น เป็นผงเป็นก้อน ลักษณะสี, ตรวจวิเคราะห์ทางเคมี-ฟิสิกส์ ความเป็นกรดด่าง ตรวจวิเคราะห์ด้านความปลอดภัย คือปริมาณสารก่อไข้และความปราศจากเชื้อ, ตรวจสอบความเป็นเอกลักษณ์ด้วยวิธี RT-PCR เพื่อยืนยันว่าเป็นเชื้อไวรัสฝีดาษจริงหรือไม่ และตรวจสอบความแรงของวัคซีน เพื่อดูประสิทธิผลของวัคซีนว่ามีปริมาณเชื้อไวรัสเพียงพอต่อการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันโรคหรือไม่ ซึ่งทุกวัคซีนจะตรวจแบบนี้เหมือนกันหมด

นพ.ศุภกิจ กล่าวต่อว่า ผลการตรวจสอบพบว่าวัคซีนฝีดาษทั้ง 13 รุ่น ยังคงมีลักษณะทางกายภาพที่ดี คือเป็นผงแห้งจับตัวเป็นก้อนสีเหลืองอ่อน หลังการละลายมีลักษณะใสสีเหลืองอ่อน ซึ่ง 1 หลอดสามารถฉีดได้ 50 โดส เรามี 1 หมื่นหลอด คือประมาณ 5 แสนโดส ส่วนความเป็นกรดด่างอยู่ในช่วงค่า pH 7.38-7.52 ซึ่งมาตรฐานทั่วไปควรอยู่ที่ pH 6-8 ปริมาณสารก่อไข้อยู่ระหว่าง 4.2-39 EU/ml มาตรฐานทั่วไปไม่เกิน 200 EU/ml ไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์

และผลตรวจสอบความเป็นเอกลักษณ์พบว่า เป็นไวรัสกลุ่มไวรัสฝีดาษ Orthopoxvirus และวัคซีนมีค่าความแรงอยู่ระหว่าง 6.42-6.86 logTCID50/ml ซึ่งอยู่ในมาตรฐานองค์การอนามัยโลกที่ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 5.4 log TCID50/ml หรือความแรงยังเกินมาตรฐานประมาณ 10 เท่า
“ขณะนี้วัคซีนฝีดาษคนมี 4 รุ่น โดยวัคซีนที่ อภ.เก็บไว้เป็นวัคซีนรุ่นแรก มีรายงานผลข้างเคียงบ้างเล็กน้อย เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ หรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ แต่ต่ำมาก ถือว่าค่อนข้างปลอดภัย ส่วนวัคซีนรุ่น 2 ผลิตในสหรัฐฯ มีอาการข้างเคียงน้อย แต่วัคซีนเป็นการทำให้เชื้ออ่อนแรง เมื่อฉีดในคนก็อาจเพิ่มจำนวนได้ ซึ่งบางคนถ้าเพิ่มจำนวนมากเกินไปก็เกิดปัญหาได้ โดยเฉพาะคนภูมิคุ้มกันไม่ดี หรือหญิงตั้งครรภ์ ที่อาจทำให้รุนแรงหรือกระทบต่อตัวอ่อน จึงยังไม่น่าปลอดภัยมากเหมือนกับรุ่นแรก” นพ.ศุภฏิจ กล่าว
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า รุ่น 3 ใช้เชื้อทำให้อ่อนฤทธิ์เหมือนเดิม แต่ฉีดแล้วไม่เพิ่มจำนวนแน่ๆ มีความปลอดภัยจึงสูง ฉีดในคนท้องได้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเอามาใช้ป้องกันฝีดาษลิงแล้ว ถ้าเราจะซื้อก็ต้องเป็นตัวนี้ วิธีฉีดก็ไม่เหมือนเดิม 2 รุ่นเดิมที่ต้องเอาเข็มไปเขี่ยสะกิดให้เกิดฝี แต่รุ่น 3 ฉีดใต้ผิวหนัง ฉีด 2 ครั้ง ห่าง 4 สัปดาห์ ส่วนรุ่น 4 ผลิตในญี่ปุ่น เป็นวัคซีนเชื้อเป็นเกิดจากการตัดต่อยีนสามารถใช้ป้องกันฝีดาษลิงได้ ใช้ 1 โดส แต่ยังต้องเขี่ยต้นแขนให้เกิดแผล ยังไม่มีการขออนุญาตใช้ป้องกันฝีดาษลิง
“สรุปว่าเรามีวัคซีนอยู่ 5 แสนโดสเก็บในอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียสมา 40 ปี ถือว่าเก็บได้ดี คุณภาพโอเค การเอามาใช้หรือไม่ ก็ต้องดูว่ามีรุ่นหลังที่ดีกว่าหรือไม่ในมือ ซึ่งเราอาจต้องไปหาวัคซีนรุ่น 3 มาจำนวนหนึ่ง ถ้าสมมติสถานการณ์ระบาดเยอะ หากฉุกเฉินเราหาวัคซีนไม่ได้หรือมีน้อยเกินไป ก็อาจพิจารณานำออกมาได้ เพราะเราต้องชั่งผลที่เกิดขึ้นกับประโยชน์ว่าคุ้มค่าหรือไม่ เพราะทำให้เกิดแผลเกิดฝี
จึงแจ้ง อภ.ว่าขอให้เก็บแบบมีคุณภาพต่อไป เป็นทางเลือกถ้าจำเป็นก็อาจเอามาใช้ ซึ่งไม่มีปัญหาเรื่องการอนุญาตเอาออกมาใช้ และถ้าฉีดคงฉีดกลุ่มเฉพาะ ซึ่งบางประเทศฉีดในคนมีโอกาสสัมผัส เช่น เลี้ยงสัตว์ป่า มีพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจรับเชื้อ ไม่ได้ฉีดทั่วไปในประชาชน วัคซีนที่ต้องการอาจไม่เยอะมาก” นพ.ศุภกิจ กล่าว
นพ.ศุภกิจ กล่าวอีกว่า แม้เราเจอผู้ป่วยฝีดาษลิงรายแรกแล้ว แต่อัตราการแพร่ดูจะต่ำเมื่อเทียบกับโควิด คนต้องใกล้ชิดกันมาก แบบนัวเนีย ไม่ใช่ว่านั่งรถคันเดียวกันแล้วจะติด ช่วงแพร่ได้มากคือเป็นแผลมีอาการ คนก็จะไม่ค่อยใกล้ชิดกัน จึงไม่ได้เหมือนโควิดที่ติดง่ายกว่า
สำหรับการตรวจเชื้อฝีดาษลิงกรมวิทยาศาสตร์และโรงเรียนแพทย์สามารถตรวจได้ แต่คงยังไม่ต้องเพิ่มให้ทุกแห่งทั่วประเทศตรวจได้ เพราะสถานการณ์ไม่ได้แพร่เร็ว ขณะนี้ยังระดับหมื่นรายทั่วโลก ก็สามารถนำตัวอย่างมาส่งตรวจที่กรมฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล็อตการผลิตทั้ง 13 รุ่นของวัคซีนฝีดาษคน มีดังนี้ 1.Lot R1909 ผลิตวันที่ 29 พ.ค.2522 2.Lot R1910 ผลิตวันที่ 30 พ.ค.2522 3.Lot R1911 ผลิตวันที่ 9 ก.ย.2523 4.Lot R1912 ผลิตวันที่ 10 ก.ย.2523 5.Lot R1913 ผลิตวันที่ 15 ก.ย.2523 6.Lot R1914 ผลิตวันที่ 23 ก.ย.2523
7.Lot R1915 ผลิตวันที่ 6 ต.ค.2523 8.Lot R1916 ผลิตวันที่ 8 ต.ค.2523 9.Lot R1917 ผลิตวันที่ 15 ต.ค.2523 10.Lot R1918 ผลิตวันที่ 3 พ.ย.2523 11.Lot R1919 ผลิตวันที่ 5 พ.ย.2523 12.Lot R1920 ผลิตวันที่ 11 พ.ย. 2523 13.Lot R1921 ผลิตวันที่ 17 พ.ย.2523
ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า เบื้องต้นกรมควบคุมโรคได้มีการสั่งจองวัคซีนแล้ว