ศธ.ป้องผอ.โรงเรียน-ครู ไม่ปิดข้อมูล ปมนักเรียนม.3 ดับในห้องคอมพ์ รอผลสืบสวนจากตำรวจ ส่งเลขาฯสพฐ.ลงพื้นที่ตรวจสอบ จี้ร.ร.เข้มพกอาวุธเข้าร.ร.
จากกรณีนักเรียนชายชั้นม.3 ของโรงเรียนวัดลาดปลาดุก อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เสียชีวิตภายในห้องคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน สอบสวนทราบว่า เพื่อนทำปืนลั่นใส่ สารภาพพกปืนไทยประดิษฐ์เข้าไปในห้อง ด้านแม่นักเรียนม.3 ไม่เชื่อเพื่อนทำปืนลั่น บอกว่าลูกชายไม่หาเรื่องใคร ยืนยันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ล่าสุดนายอัมพร พินะสา เลขาธิการ สพฐ. สั่งให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง นั้น

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.65 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ศธ.มีความห่วงใย แต่ต้องรอข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะขณะนี้มีข้อมูลเข้ามาหลายทาง โดยตนมอบหมายให้นายอัมพรลงพื้นที่โรงเรียนวัดลาดปลาดุก เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงพูดคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการ สพท. รวมถึงประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้เกิดความชัดเจน

ทั้งนี้ ตนให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยทุกมิติ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน และคงต้องถอดบทเรียนดูว่า ควรต้องระมัดระวังเรื่องใดในบริบทต่อไป รวมอาจจะต้องมีมาตรการแนวทางในการดูแลที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะในโรงเรียนที่มีความเสี่ยง
“ทางศธ.มีความห่วงใย แต่ต้องรอข้อมูลที่ชัดเจน เพราะข้อมูลมาจากหลายทาง เชื่อว่าโรงเรียนไม่ได้มีเจตนาปกปิดข้อมูล เพราะฉะนั้นยังไม่อยากพูด อยากให้ข้อมูลชัดเจนก่อน เพื่อไม่ให้ข้อมูลผิดเพี้ยนไปอีก โดยเฉพาะข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อที่จะสามารถดำเนินการได้รอบคอบมากขึ้น เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน รวมถึงขอให้ทางสพฐ.ลงไปดูแลและเยียวยากับครอบครัวผู้สูญเสีย” น.ส.ตรีนุช กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องหามาตรการป้องกันนักเรียนนำอาวุธเข้าไปในโรงเรียนอย่างไร น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ยืนยันว่า ศธ. ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย แต่โรงเรียน 3 หมื่นกว่าโรงเรียน ที่บริบทในเรื่องความปลอดภัยที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นแต่ละแห่งก็ต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยในบริบทของตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง อาจต้องมีมาตรการเพิ่มเติมเข้าไปให้เข้มข้นมากขึ้น เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น
ด้าน นายอัมพร กล่าวว่า ตนพูดคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียน และผอ.เขตพื้นที่ฯ แล้วทางโทรศัพท์ และจะลงพื้นที่ไปดูข้อเท็จจริงด้วยตัวเองอีกครั้ง เบื้องต้นทางผู้อำนวยการโรงเรียน ให้ข้อมูลว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ โดยเป็นการสื่อสารระหว่างครูกับนักเรียนว่า เกิดจากคอมพิวเตอร์ระเบิด เนื่องจากเวลานั้นไม่มีใครเห็นปืน มาเจอปืนอีกทีก็ตอนที่งมขึ้นมาจากน้ำ
ส่วนเหตุการณ์จริงเป็นอย่างไร ต้องรอการสืบสวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดเองได้ ต้องให้กองพิสูจน์หลักฐานเป็นผู้ตรวจสอบ ยืนยันว่าทางโรงเรียนไม่ได้ปกปิดข้อมูล เพราะโลกปัจจุบันเชื่อว่าไม่มีใครปกปิดได้
โดยเท่าที่ฟังรายงานเบื้องต้น ทันทีที่เกิดเหตุ เด็กเป็นคนบอกครูว่า คอมพิวเตอร์ระเบิด ครูจึงไปแจ้งให้ผู้อำนวยการโรงเรียนรับทราบ และแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ต้องรอความชัดเจน
“เหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในเมืองไทย และปืนที่ใช้ก่อเหตุก็เป็นปืนประดิษฐ์ ซึ่งเท่าที่ดูจากหลายเหตุการณ์บ้านเราหาปืนได้ง่ายมาก ดังนั้นต้องมีมาตรการ เฝ้าระวังติดตามพฤติกรรมเด็กว่า มีความเสี่ยงแค่ไหน อย่างไร ถ้าเรามีเป้าหมายในการดูพฤติกรรมความเสี่ยงของบุคคลได้ ก็จะทำให้เหตุการณ์ลักษณะนี้ลดลง
โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เด็กต้องเรียนออนไลน์ เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เด็กต่างคน ต่างอยู่ พอได้มาอยู่รวมกัน ก็อาจจะมีมิติทางสังคมเกิดขึ้น เรื่องกายใจ ของนักเรียนเริ่มมีปัญหา นำมาสู่การตัดสินที่อาจจะผิดพลาด เพราะความที่ไม่คลุกคลีกันมาตลอด 2 ปี เป็นผลที่รัฐมนตรีว่าการศธ. ให้ความสำคัญ ซึ่งสพฐ.จะทำความร่วมมือกับกรมสุขภาพจิต เพื่อดูแลเรื่องนี้ต่อไป” เลขาธิการ สพฐ. กล่าว
นายอัมพร กล่าวต่อว่า ส่วนทางผู้อำนวยการโรงเรียนหรือครูที่ดูแลจะมีความผิดหรือไม่นั้น แน่นอนว่าเรื่องนี้ทางโรงเรียนต้องรับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว แต่ต้องไปดูว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทแค่ไหนอย่างไร หรือเกิดจากเหตุสุดวิสัย ซึ่งต้องไปดูความข้อเท็จจริงก่อน จึงจะสามารถชี้ได้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป ตรงนี้เป็นไปตามฐานข้อมูลและแนวปฏิบัติ