‘เสี่ยบิ๊ก’ เจ้าของรถบรรทุก พร้อมโชเฟอร์รุดให้ปากคำตำรวจ อ้างที่มาพบช้า เพราะเจ้าของรถตกใจ ยังไม่พร้อมให้ข้อมูล ตร.จ่อแจ้งข้อหาเพิ่มเติม
เมื่อวันที่ 10 พ.ย.66 ที่สน.พระโขนง พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รรท.รอง ผบช.น. และพ.ต.อ.วิทวัฒน์ ชินคำ รรท.รอง ผบก.น.5 ประชุมร่วมกับ พ.ต.อ.โอภาส หาญณรงค์ ผกก.สน.พระโขนง และคณะทำงาน ติดตามความคืบหน้าทางคดีรถบรรทุกตกบ่อร้อยสายไฟ บริเวณปากซอย สุขุมวิท 64/1
พล.ต.ต.พัลลภ กล่าวว่า หลังชั่งน้ำหนักรถพบว่าบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แจ้งข้อหากับคนขับรถ 2 ข้อหา คือขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินเสียหาย และทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ สำหรับเจ้าของรถตำรวจติดต่อมาสอบปากคำในวันนี้ ส่วนสาเหตุที่เชิญมาล่าช้าเนื่องจากเจ้าของรถอ้างว่าตกใจ และยังไม่พร้อมให้ข้อมูล
ต่อมา นายพชรพล (สงวนนามสกุล) หรือเสี่ยบิ๊ก เจ้าของรถบรรทุก และนายศักดิ์มงคล (สงวนนามสกุล) หรือบอย อายุ 29 ปี คนขับรถบรรทุก 10 ล้อ เข้ามาสอบปากคำ จากกรณีที่มีรถบรรทุกน้ำหนักเกินจึงทำให้เกิดอุบัติเหตุถนนยุบตัว โดยมี พล.ต.ต.สุวิชชา จินดาคำ ผู้บังคับการตำรวจจราจร พร้อมด้วย พ.ต.อ.วิทวัฒน์ ชินคำ รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 (รรท.ผบก.น.5) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมสอบปากคำ โดยสอบปากคำตั้งแต่ 13.00 น.
พล.ต.ต.พัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่เปิดเผยภาพคลิปวิดีโอว่า ในช่วงกลางดึกของคืนวันเกิดเหตุ มีคนงานนำถังแกลลอนมาถ่ายน้ำมันออกจากรถบรรทุกคันเกิดเหตุที่จอดไว้ตรงข้ามสน.พระโขนงนั้น ฝ่ายสืบสวนติดตามตัวบุคคลในคลิปมาสอบปากคำแล้วให้การว่า ได้รับคำสั่งมาให้ถ่ายน้ำมันออกจากถัง
เนื่องจากตัวถังได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุ จึงเกรงว่าน้ำมันอาจรั่วจนเกิดอันตราย และนำน้ำมันของกลางมาส่งคืนให้กับพนักงานสอบสวนแล้ว พร้อมยืนยันว่าไม่มีเจตนาจะอำพรางทำให้น้ำหนักรถลดลง แต่ก็ยังต้องสอบสวนหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมหากพบว่า พยายามถ่ายน้ำหนักรถเพื่อเลี่ยงการถูกตรวจสอบก็จะดำเนินคดี
หลังจากนี้จะตรวจสอบประเด็นความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแจ้งข้อหาเพิ่มเติม โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ทั้งเรื่องการดัดแปลงต่อเติมอุปกรณ์เสริมพ่วงส่วนอื่นๆ ที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ และในส่วนของบ่อพักที่อยู่ในความรับผิดชอบของการไฟฟ้านครหลวง การก่อสร้างมีความถูกต้องตามหลักวิศวกรรมหรือไม่ โดยหลังจากนี้จะต้องให้ทางสภาวิศวกรรมเข้ามาตรวจสอบ
ส่วนเรื่องส่วยสติกเกอร์ ทางพล.ต.ท.ธิติแสงสว่าง ผบก.น.กำชับ และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบในเรื่องนี้แล้ว รวมถึงผบ.ตร.มีคำสั่งมอบหมายให้จเรตำรวจแห่งชาติตรวจสอบเรื่องนี้ ควบคู่กันไปด้วย
แต่การสอบสวนเบื้องต้นทางคนขับรถให้การว่า ทางผู้ประกอบการเจ้าของรถบรรทุก ติดสติกเกอร์ทำสัญลักษณ์ให้รู้ว่าเป็นรถของตัวเองที่จะเข้ามาตักดินภายในไซต์งาน เนื่องจากมีรถจำนวนหลายคัน หากพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตรับผลประโยชน์ (ส่วยสติกเกอร์) จะดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยไม่ละเว้น แต่ต้องใช้เวลาในการทำงาน
ขณะที่รถคันอื่นๆ ของผู้ประกอบการเจ้าของรถบรรทุกที่มีรายงานข่าวว่ามีจำนวนอยู่ประมาณ 6 ถึง 7 คัน หากไม่ได้บรรทุกน้ำหนักเกินที่กฎหมายกำหนด หรือไม่มีสิ่งใดผิดกฎหมายก็สามารถดำเนินประกอบการได้ตามปกติ แต่เจ้าหน้าที่อาจจะต้องเข้มงวดตรวจตราตามเส้นทางเพิ่มมากขึ้น ส่วนเส้นทางที่รถบรรทุกคันดังกล่าวจะนำดินไปไว้พื้นที่ไหนนั้น ตอนนี้ อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนเพื่อความชัดเจน
ขณะที่กรณีการสอบปากคำคนขับรถบรรทุก หากให้การไปถึงเจ้าของรถว่า บังคับให้ขนส่งน้ำหนักเกินกฎหมายกำหนดก็ต้องดำเนินคดี ในส่วนนี้กับเจ้าของรถบรรทุกด้วย แต่การสอบปากคำในเบื้องต้น ยังไม่ได้ซัดทอดถึงเจ้าของรถบรรทุก




