ปลัดแรงงาน แจงแล้ว ดีเอสไอ กล่าวหา อดีตรัฐมนตรี-ผู้บริหารกระทรวง รวม 4 คน หักหัวคิว แรงงานไทยที่ฟินแลนด์ ยัน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
จากกรณี คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ นำโดยกองคดีการค้ามนุษย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะพนักงานอัยการที่อัยการสูงสุดมอบหมายให้ร่วมสอบสวน มีมติร่วมกันให้กล่าวหา อดีตข้าราชการฝ่ายการเมืองระดับรัฐมนตรี 2 คน และผู้บริหารระดับสูง กระทรวงแรงงาน อีก 2 คน รวมทั้งหมด 4 คน
ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 86 เนื่องจากพบหลักฐานโยง ค่าหักหัวคิว ขบวนการส่งแรงงานไทยไป ฟินแลนด์ เสียหาย 36 ล้านบาท

ปลัดแรงงาน แจงแล้ว ดีเอสไอ กล่าวหา อดีตรัฐมนตรี-ผู้บริหารกระทรวง รวม 4 คน หักหัวคิว แรงงานไทยที่ฟินแลนด์
ล่าสุดวันที่ 11 ม.ค.2567 นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าว ว่า ในประเด็นของการที่เกิดขึ้นนั้นมีความเกี่ยวข้องกับกรณีแรงงานที่ไปทำวุ้นทุเรียนที่ประเทศฟินแลนด์ แล้วถูกจับกุมเนื่องจากมีการค้ามนุษย์ ซึ่งผู้ที่ถูกจับกุมได้ให้การกับตำรวจฟินแลนด์ว่า กรณีดังกล่าวมีการจ่ายค่าหัวคิวแรงงาน ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงแรงงานขอยืนยันว่ากระทรวงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้
“เราไม่รู้เลยว่าเขาเอาเงินไปจ่ายกับใคร เป็นการอ้างลอย ๆ แต่เมื่อเป็นข่าวออกมาแล้วทำให้กระทรวงฯ เสียหาย เป็นการตั้งกล่าวหาโดยที่ยังไม่มีรายละเอียด ซึ่งตามกระบวนการแล้วทางดีเอสไอจะต้องส่งเรื่องให้กับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงก่อนที่จะมีการตั้งข้อกล่าวหา” นายไพโรจน์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงที่มาที่ไปของการมีกรณีเรียกเก็บค่าหัวคิวดังกล่าว นายไพโรจน์ กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้รับแจ้งจากทางฟินแลนด์ระบุว่า มีกลุ่มนายหน้าหรือผู้จัดหางานให้คนไทยไปทำงานในฟินแลนด์ เรียกเก็บค่าใช้จ่ายแรงงานแล้วบอกว่าเป็นค่าหัวคิว เพื่อนำส่งให้กับข้าราชการการเมืองของกระทรวง 2 คน ซึ่งทางฝ่ายข้าราชการประจำก็จะไม่รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว และสามารถยืนยันได้ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ถามต่อว่า หากข้อกล่าวหานั้นไม่เป็นความจริง ทางกระทรวงจะดำเนินการอย่างไรหรือไม่ นายไพโรจน์ กล่าวว่า เราจะต้องไปฟ้องกับผู้ที่ตั้งข้อกล่าวหาเรา ซึ่งในส่วนนี้ก็จะเป็นนิติบุคคลที่นำข้อมูลดังกล่าวมาแจ้งกับทางดีเอสไอ
เมื่อถามว่า ได้เจอกับนิติบุคคลคนดังกล่าวแล้วหรือไม่ นายไพโรจน์ กล่าวว่า ตนรู้ว่าเป็นคนไหนเนื่องจากได้รับการปล่อยตัวจากตำรวจประเทศฟินแลนด์แล้ว ซึ่งเขาได้กล่าวหาว่า มีการเรียกเก็บเงินผ่านโบรกเกอร์ จึงทำให้คิดไปว่ามีการนำเงินส่วนนั้นมาให้กับอธิบดีกรมการจัดหางาน หรือ ผู้บริหารฝ่ายการเมือง ต้องได้รับเงินนั้น แต่ก็ไม่มีหลักฐานมายืนยันได้
ถามอีกว่า หากมีการไปเก็บเงินกับแรงงานจริงแต่เงินส่วนนั้นไม่ถูกส่งมาถึงกระทรวง จะเท่ากับการเอาไปแอบอ้างเพื่อผลประโยชน์หรือไม่ นายไพโรจน์ กล่าวว่า เราจะต้องไปหาว่าเขาจ่ายเงินนั้นกับใคร แล้วมีการนำเงินส่งไปให้ใครอีก
