แม่จุดธูปบอกลูก อีก 2 วันจับมือฆ่าหมกคอนโดได้ ไม่เชื่อปมหนี้ แฉเงินหายล้านกว่า พี่คาใจทำไมคนร้ายโอนเงินจากมือถือโดนไม่ต้องยืนยันตัวตน

เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 31 พ.ค.67 ที่ สภ.เมืองนนทบุรี นางบรรจง อายุ 77 ปี แม่ของผู้เสียชีวิต พร้อมด้วย นายฉัตรชัย พี่ชาย และน.ส.อิสริยา อายุ 24 ปี หลานสาว ของนายไพศาล ผู้ตายที่ถูกก่อเหตุสังหารในคอนโด ซอยงามวงศ์วาน ได้เปิดเผยหลังจากตำรวจจับกุมนายภูริณัฐ อายุ 27 ปี ผู้ก่อเหตุได้แล้ว

นางบรรจง กล่าวว่า เมื่อรู้ว่าตำรวจจับคนร้ายได้แล้ว ยอมรับรู้สึกโล่งใจมากและดีใจที่เอาตัวคนผิดมาลงโทษ โดยตัวของแม่ไม่เคยเห็นตัวของนายภูริณัฐมาก่อนและไม่ทราบว่าลูกชายทำธุรกิจกับใครบ้าง เพราะไม่เคยเล่าให้ฟัง แต่ที่มีประเด็นว่าอีกฝ่าย อ้างว่าลูกชายทำธุรกิจและไปโกงเงินนั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ลูกชายมีแต่จะให้ด้วยซ้ำ ลูกชายเป็นคนไม่ได้มีนิสัย คดโกงใคร และขอยืนยันว่าลูกชายไม่มีหนี้สินที่ไหนด้วย เชื่อว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรก็ได้ เพราะว่าตนตายได้ตายไปแล้ว

“หลังจากที่จับได้แล้ว แม่อยากให้อีกฝ่ายมาขอขมา ส่วนจะให้อภัยหรือไม่นั้น ตอบไม่ได้ และอยากให้คนร้ายถูกดำเนินคดีถึงที่สุด ส่วนหลังจากนี้จะประสานวัด เพื่อทำพิธีกรรมทางศาสนาต่อ เนื่องจากว่าสามารถจับกุมคนก่อเหตุได้แล้ว คิดว่าวิญญาณของลูกน่าจะไปสู่สุคติ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีคนบอกว่าเห็นวิญญาณของลูกชายเดินตามผู้ก่อเหตุไป ที่ผ่านมาลูกชายเป็นคนโกรธใครแล้วโกรธแรง เลยคิดว่าในช่วงเวลานั้น เขาคงอยากได้รับความยุติธรรม เมื่อ 2 วันก่อน แม่เลยจุดธูปบอกลูกชายว่าขอให้สามารถจับคนร้ายให้ได้โดยเร็ว เมื่อวันนี้จับได้แล้วคิดว่าวิญญาณลูกชายน่าจะสงบ สุดท้ายนี้อยากถามคนร้ายว่า ทำไมถึงได้ใจร้ายขนาดนี้”นางบรรจง กล่าว

ด้าน น.ส.อิสริยา กล่าวว่า ตนทราบว่าเงินหายออกไปจากบัญชีของอาประมาณ 1 ล้านกว่าบาท โดยหลังจากที่อาเสียชีวิต คนร้ายแอบอ้างใช้ไลน์ของคนตาย ส่งข้อความมาตน ก่อนจะขอให้ส่งเอกสารทางธุรกิจ กระเป๋าเงิน ส่งมาให้หน่อย หลานสาวก็ได้ จ้างไรเดอร์เป็นคนนำสิ่งของเหล่านี้ไปส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่เมื่อไรเดอร์ไปส่งแล้วและส่งภาพมาให้ดู ปรากฏว่าจากที่ดูนั้นเหมือนไม่ใช่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่เป็นแถวลาดพร้าว ขณะที่ไรเดอร์เองก็ส่งรูปยืนยันว่า ได้ส่งของให้กับผู้รับเรียบร้อย ก็เห็นชายใส่เสื้อฮู้ดสีดำพร้อมกับสวมใส่หน้ากาก และแว่นตาสีดำ ยอมรับตอนนั้นไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะคิดว่าน่าจะเป็นอาของตัวเอง สุดท้ายมารู้ภายหลังว่าไม่ใช่

ขณะที่นายฉัตรชัย กล่าวว่า มั่นใจว่าน้องชายของตัวเองไม่มีหนี้สิน และอยากให้คิดถึงหลักความเป็นจริงว่า คนก่อเหตุอายุ 27 ปี ตอนอยู่ในลิฟต์ครั้งสุดท้ายก็พูดขึ้นมาว่าไม่มีเงิน แล้วแบบนี้จะไปทำธุรกิจได้ยังไง ส่วนจะรู้จักเป็นการส่วนตัวหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ เพราะไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ส่วนที่มีกระแสว่าน้องชายของตนคบหากับคนก่อเหตุหรือไม่นั้น มองว่าน้องของตนจะคบ กับคนอายุน้อยกว่าหรือ แต่หากเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อันนี้ก็อาจจะใช่

“ผู้ตายเป็นคนตระหนี่มาก ขนาดไปจีนก็ยังไม่จ้างคนยกกระเป๋าเลย แบกเองทำเองมาตลอด น้องหาเงินเองทุกอย่าง จึงไม่เชื่อว่าน้องมีหนี้สิน มองว่าตอนนี้คนร้ายจนมุมก็ต้องหาข้ออ้าง ทำธุรกิจด้วยกันในที่นี้ คนก่อเหตุอาจจะเป็นลูกน้องของน้องชายก็ได้ มาขอเงินแล้วน้องไม่ให้ จึงทำร้ายน้อง เพราะลักษณะการถูกแทง 15 แผล อีกฝ่ายต้องประมาณน้องของตนมาก คิดว่าน่าจะเป็นการคาดคั้น จนสุดท้ายน้องของตนได้เสียชีวิต

นายฉัตรชัย กล่าวว่า ตอนนี้ครอบครัวติดใจเรื่องการซื้อทอง คนร้ายนำโทรศัพท์มือถือของผู้ตายไปสแกน QR Code ซื้อทองคำที่ร้านทองแห่งหนึ่ง ย่านลาดพร้าว ราคาล้านกว่า โดยคนร้ายสวมบัตรประชาชนของผู้ตายและอ้างกับเจ้าของร้านทั้ง 2 แห่งว่าไปศัลยกรรมมา จึงทำให้หน้าตาตัวจริงไม่เหมือนในบัตร และมองว่า นิติบุคคลของคอนโดว่าเหตุเกิดแล้วทำไมถึงไม่แจ้งตำรวจ และธนาคารด้วย ตนดำเนินการฟ้องอย่างแน่นอน เพราะมองว่าหละหลวมเกินไป

นายฉัตรชัย กล่าวว่า เคสดังกล่าวมองว่าเป็นกรณีตัวอย่างให้สังคมได้ กว่าที่จะจ่ายเงินหลักล้านได้ ต้องมีขั้นตอนการยืนยันตัวตนหลานอย่าง ถึงจะสามารถซื้อทองได้ แต่ในกรณีนี้ เห็นแก่การขายทองมากเกินไปหรือเปล่า เพราะว่าเวลาอีกฝ่ายไปทำธุรกรรมการเงินก็สวมใส่เสื้อฮู้ดและปิดหน้ากากใส่แว่นดำปิดบังใบหน้าตลอดเวลา แต่ก็สามารถทำธุรกรรมได้ ในขณะที่แอพธนาคารเวลาที่เราจะโอนเงินจำนวนมาก ยังต้องสแกนหน้าเลย หรือทำทุกอย่างเพื่อยืนยันตัวตน แต่กรณีที่เกิดขึ้นเหมือนแหกกฎ

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน