เปิดใจ ‘นายแผน’ พยานสำคัญหวยอลเวง เล่าย้อนนาทีเห็นคนเก็บล็อตเตอรี่ 30 ล้าน!!

จากกรณีคดีพิพาทลอตเตอรี่ 30 ล้านบาท ระหว่าง ร.ต.ท.จรูญ วิมูล หรือหมวดจรูญ อายุ 62 ปี ข้าราชการตำรวจเกษียณ กับนายปรีชา ใคร่ครวญ หรือครูปรีชา อายุ 50 ปี ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทพมงคลรังษี ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ขออนุมัติหมายจับครูปรีชา และนางรัตนาพร สุภาทิพย์ หรือเจ๊บ้าบิ่น แม่ค้าขายลอตเตอรี่ ฐานแจ้งข้อความเท็จต่อพนักงานสอบสวนเพื่อแกล้งให้บุคคลอื่นต้องรับโทษ รวม 4 ข้อหา โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัวได้

ขณะที่ตำรวจบก.ปปป. ดำเนินคดี พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี ตามมาตรา 157 โดยล่าสุด พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. ระบุถึงความคืบหน้าคดีอ้างสิทธิหวย 30 ล้าน ว่า ในวันที่ 12 มี.ค. คณะทำงานติดตามคดีจะประชุ เพื่อสรุปการออกหมายเรียก นายฐนุกร เหลืองใหม่เอี่ยม หรือแผน ซึ่งอ้างเป็นผู้เห็นร.ต.ท.จรูญ ก้มเก็บลอตเตอรี่ เพื่อมารับทราบข้อหาฐานร่วมกันการกระทำผิดกับครูปรีชา และเจ๊บ้าบิ่น โดยผบช.ก.ยืนยันไม่ช่วยเหลือผู้การฯเมืองกาญจน์ ด้านครูปรีชา โผล่โต้กระแสเผ่น ยันยังอยู่บ้านใช้ชีวิตตามปกติ ตามที่เสนอข่าวไปนั้น อ่านข่าว แก๊ง”ครูปรีชา”โดนอีก! ออกหมายเรียก “แผน”อ้างเห็น “ลุงจรูญ”เก็บหวย 30ล.

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 12 มี.ค. นายฐนุกร หรือแผน เหลืองใหม่เอี่ยม อายุ 46 ปี พนักงานขับรถของธนาคารแห่งหนึ่ง ในจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวก่อนถูกออกหมายเรียกว่า ตนไม่ได้รู้จักบุคคลหนึ่งบุคคลใดในกลุ่มของทั้ง 2 ฝ่ายเลย การเข้ามาเป็นพยานในครั้งนี้ เนื่องจากตนได้พูดคุยกันกับกลุ่มพนักงานที่ตนทำงานอยู่ จากนั้นพนักงานก็พูดต่อๆ กันไป กระทั่งข้อมูลรู้ถึงพนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนก็พยายามติดต่อมา เพื่อให้ตนไปให้ข้อมูลเรื่องดังกล่าว ตนในฐานะพลเมืองดีคนหนึ่งจึงต้องไปให้ปากคำ เพราะหากไม่ไป พนักงานสอบสวนก็จะออกหมายเรียก และหากไม่ไปพบตามหมายเรียก 2 ครั้ง พนักงานสอบสวนก็จะออกหมายจับ ตนจึงต้องให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนเท่านั้น แต่ขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นพยานให้กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

ทั้งนี้ ตนให้การกับตำรวจภูธรภาค 7 เช่นเดียวกับที่ให้กับกองปราบฯ แต่กลับถูกโยงว่าตนเป็นหนึ่งในขบวนการ ซึ่งขอปฏิเสธ เนื่องจากตนไม่รู้จักใครเลย ไม่ว่าจะเป็นครูปรีชา หรือกลุ่มแม่ค้าลอตเตอรี่ รวมทั้งฝ่ายของร.ต.ท.จรูญ ตนจึงอยากขอความเป็นธรรม ข้อมูลทั้งหมดตนให้กับกองปราบไปหมดแล้ว ทั้งๆ ที่ไปให้การในฐานะพลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์ แต่ไม่ได้มีเรื่องของผลประโยชน์อื่นใด ซึ่งบุคคลดังกล่าวไม่ใช่ญาติพี่น้องตน แต่ตนต้องมาเดือดร้อนกับเรื่องที่เกิดขึ้น

นายแผน กล่าวเล่าย้อนเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุให้ฟังว่า จำวันเวลาที่ชัดเจนไม่ได้ แต่เป็นช่วงใกล้สิ้นเดือนตุลาคม 2560 แต่ไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นวันเดียวกับเหตุในคดีหวย 30 ล้านอลเวงหรือไม่ ตอบได้เพียงว่าตนเผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวมาเท่านั้น และเมื่อพนักงานสอบสวนเรียกไปสอบสวน ตนก็เดินทางไปให้ปากคำ ซึ่งก็ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเหตุเดียวกันหรือไม่ ตนม่รู้เรื่องการซื้อขายลอตเตอรี่ใดๆ ทั้งสิ้น

สำหรับเหตุการณ์วันนั้น ตนกำลังก้มซื้อหอมกระเทียมอยู่ที่แผงแม่ค้า และได้ยินคนคล้ายหมวดจรูญ ซึ่งยืนห่างจากตนไปประมาณ 1 เมตร ร้องถามว่า “หวยใครหล่นหาย 5 ใบ หวยยังไม่ออกด้วย” จึงหันไปมอง แต่ไม่ได้เห็นขณะบุคคลดังกล่าวก้มเก็บลอตเตอรี่ และก็ไม่ได้เห็นว่าลอตเตอรี่ที่บุคคลดังกล่าวถืออยู่นั้นหมายเลขอะไร ซึ่งตนก็ให้ข้อมูลกับตำรวจภูธรภาค 7 และยืนยันกับกองปราบฯ ไปตามที่รู้เห็นมาเท่านั้น ไม่ได้ให้การกลับไปกลับมาตามที่เป็นข่าว ขณะที่ตนก็ไม่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้ว่าคนที่ถือลอตเตอรี่อยู่ในมือคนดังกล่าวเป็นใคร เพียงแต่คลับคล้ายคลับคลาเท่านั้น เพราะเหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว

“ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานก็เรียกไปให้ปากคำ ผมก็ให้ความร่วมมือมาตลอด และหากจะมีหมายเรียกผมอีก ก็พร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ สำหรับกรณีที่กองปราบเชิญตัวไปสอบสวนเมื่อวันที่ 15 ก.พ.นั้น เจ้าหน้าที่ก็สอบสวนไปตามกลยุทธ์ ไม่ได้ข่มขู่หรือบังคับ ผมก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เจ้าหน้าที่ก็ดูแลเป็นอย่างดีเช่นกัน แต่ก็รู้สึกกดดันเป็นธรรมดา เป็นปกติของผู้ถูกสอบสวน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเครียด เพราะให้การไปตามที่รู้เห็นมาเท่านั้น เห็นแค่ว่ามีบุคคลคลับคล้ายคลับคลา จึงไปให้การตามที่พบเห็น แต่ก็มาถูกดึงเข้าไปเป็นขบวนการ ซึ่งไม่ทราบว่ามันคืออะไร เมื่อสื่อนำข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงไปนำเสนอ ทำให้ผมได้รับความเสียหายมาก ถูกประชาชนด่าทอเสียๆ หายๆ” นายฐนุกร กล่าว

ที่ผ่านมาบางสื่อนำเสนอโดยขาดข้อมูลข้อเท็จจริง ทั้งที่ตนไม่ได้เป็นผู้ให้ข้อมูลหรือให้สัมภาษณ์ใดๆ จนทำให้ขณะนี้ตกเป็นจำเลยของสังคม ประชาชนที่เสพสื่อก็เข้าใจไปตามนั้น และตัดสินตนไปแล้ว ทำให้ตนและครอบครัวได้รับผลกระทบอย่างมาก แม่ตนก็อายุมากแล้ว เมื่อเห็นข่าวตนออกมาในลักษณะนี้ก็ตกใจและเป็นทุกข์

ดังนั้น ขอความกรุณาสื่อต่างๆ ว่าอย่าติดตามไปที่ทำงานหรือที่บ้านพัก เพราะรู้สึกกดดันอย่างมาก และอยากขอความเป็นส่วนตัว แต่หากต้องการข้อมูลจากตน ก็ขอให้ติดต่อโดยตรง และนำข้อมูลข้อเท็จจริงไปนำเสนออย่างตรงไปตรงมา ตนก็พร้อมให้อย่างเต็มใจ เพราะหากสื่อนำเสนอข้อมูลคลาดเคลื่อนออกไปก็จะทำให้ตนได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตาม หากทางตำรวจกองปราบฯ ออกหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา  ก็คงต้องเตรียมทนายส่วนตัวไปด้วย เพื่อเตรียมยื่นขอประกันตัว

บทความก่อนหน้านี้ดักยิงหนแรกไม่ตายรอบนี้ร่างพรุน 11 นัด ลูกจ้างสนง.ป่าไม้สิ้นใจทุรน ตร.มุ่งปมขัดแย้งที่ดิน
บทความถัดไปกองทัพไทย ตอนรับ กระทรวงเกษตร-เกษตรกรพม่า ร่วมศึกษาโครงการพระราชดำริด้านเกษตร