สุริยะ ดัน อีสาน ศูนย์กลางขนส่งภูมิภาค เชื่อมไทยสู่โลก ผ่านโครงข่ายคมนาคม เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นความหวัง โอกาส ความเสมอภาค ทางเศรษฐกิจและสังคม

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2567 ที่หอประชุมราชภัฏรังสฤษฏ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ร่วมกับ ‘เครือมติชน’ จัดงานสัมมนา ISAN NEXT : พลิกเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤต

ในเวลา 13.35 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวในหัวข้อ “อนาคตประเทศไทย : อีสาน เชื่อมโลก” ว่า ตนจะฉายภาพให้เห็นถึงโอกาสของประเทศไทย และโอกาสของภาคอีสาน ในการเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมไทยสู่โลก โดยการเชื่อมโยงด้านคมนาคมขนส่งนั้นจะเป็นกลไกหลักที่สำคัญ

เรามีแผนที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ณ ขณะนี้ และแผนที่จะดำเนินการในอนาคต เพื่อให้ทุกท่านได้เห็นภาพ เข้าใจบริบท เพื่อเตรียมความพร้อมในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านโครงข่ายต่างๆ อันเป็นผลจากความเชื่อมโยงและความสะดวกในการเดินทางและการขนส่งสินค้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

นายสุริยะ กล่าวว่า ก่อนอื่นตนขอฉายภาพกว้างให้เห็นถึงบริบทของโลก โลกของเรามีประชากรอยู่มากถึง 8 พันกว่าล้านคน และมีมูลค่าเศรษฐกิจรวมกว่า 3,690,000,000 ล้านล้านบาท ถ้าเราสามารถเชื่อมโยงประเทศไทยกับโลกได้ นี่ก็คือโอกาสของประเทศในการทำการค้าการลงทุนกับประเทศต่างๆทั่วโลก

ประเทศจีนเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ของโลก มีเขตแดนใกล้กับประเทศไทย ประเทศจีนเป็นฐานการผลิตและการบริโภคที่สำคัญ มีประชากรมากกว่า 1,400 ล้านกว่าคน และมีจีดีพีกว่า 623 ล้านล้านบาท

ประเทศจีนมีการค้าขายกับทุกประเทศทั่วโลก ดังนั้น ประเทศจีนจึงเป็นเป้าหมายที่ประเทศไทยควรจะเชื่อมเข้าหา เพื่อเป็นสะพานเชื่อมเข้าหาตลาดการค้าโลก และประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงได้ง่ายผ่านโครงข่ายด้านคมนาคม

ถ้าเราสามารถเชื่อมประเทศไทยไปสู่ประเทศจีน หมายความว่าเราจะสามารถเชื่อมกับคนไทยกับคนกว่า 1 พันล้านคนได้ และเส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางที่ผ่านที่ภาคอีสาน ก็จะสร้างโอกาสให้ทั้งในการเดินทาง และการขนส่งสินค้า การค้าลงทุนออกไปยังประเทศจีน และตลาดภูมิภาคของโลกได้อย่างกว้างขวางเพิ่มมากขึ้น

ประเทศไทยของเรามีจีดีพีเพียง 18 ล้านล้านบาท และมีประชากรเพียงแค่ 70 ล้านคน ซึ่งน้อยกว่าประเทศจีน 20 เท่า ถ้าเราคิดที่จะค้าขายกับประชากรภายในประเทศก็คงไม่เพียงพอ เราจึงต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า โอกาสของประเทศไทยที่จะพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตให้มากกว่าในปัจจุบันได้หรือไม่ และทางรัฐบาลมีแนวทางอย่างไรในการคว้าโอกาสนั้น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาในประเทศของเรา

ภาคอีสานยังมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจไม่สูงนักในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับพื้นที่เศรษฐกิจ เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) แม้ว่าภาคอีสานจะมีประชากรคิดเป็น 30% ของประเทศ แต่มีจีดีพีเพียง 1.75 ล้านล้านบาท หรือแค่ 10% แต่ยังมีทางเลือกอีกมาก เพราะประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศจีน ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมกำลังดำเนินการอยู่ ทั้งทางถนนและทางรถไฟ

นายสุริยะ กล่าวต่อว่า ดังนั้น การกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงภาคอีสาน ผ่านประเทศลาวสู่ประเทศจีนนั้น จะเป็นการสร้างโอกาส และศักยภาพให้ภาคอีสานเป็นอย่างมาก ตนจะทำให้เห็นว่าภาคอีสานจำเป็นต้องตื่นตัว และมองเห็นทุกโอกาส เพื่อเก็บเกี่ยวโอกาสที่จะมาถึงในการรองรับการลงทุนของนักลงทุน และการเดินทางของนักท่องเที่ยว มิเช่นนั้นจะเป็นการปล่อยโอกาสให้ภาคอีสานเป็นเพียงแค่ทางผ่านของความเจริญที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2567 รัฐบาลได้บอกต่อสาธารณชนว่า ต้องการเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นความหวัง โอกาส และความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคมของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม และจะเดินหน้าลงทุนพัฒนาเมกะโปรเจกต์ ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศให้มีประสิทธิภาพเชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ เช่น จะมีการสร้างทางรถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูง

ควบคู่กับการพัฒนาเมืองที่สอดคล้องกับความต้องการพื้นที่ เพื่อให้เกิดการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจ รวมถึงพัฒนาสนามบิน และเปิดเส้นทางการบินใหม่ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางของการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาค

จากนโยบายดังกล่าว ตนได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ใช้เป็นกรอบในการทำงาน เพื่อแปลงนโยบายไปสู่การให้เป็นรูปธรรมอย่างโดยเร็ว

ภาคอีสานในปัจจุบัน แม้ว่าจะมีโครงข่ายคมนาคม ทั้งในส่วนของถนน รถไฟ และสะพานข้ามแม่น้ำโขง เชื่อมต่อกับประเทศไทย-ลาว แต่เท่านี้ยังไม่พอต่อบริบทที่เปลี่ยนไป เพื่อนำไปสู่การเชื่อมโลก

กระทรวงคมนาคม ภายใต้การบริหารของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงได้มีแอคชั่นแพลน ที่จะพัฒนาโครงสร้างด้านคมนาคมเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนารถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์เชื่อมชายแดนไทย-ลาว

รถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อไปยังประเทศลาว และผ่านต่อไปยังทางประเทศจีนตอนใต้ ศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง จ.หนองคาย และจ.นครพนม การพัฒนาสะพานข้ามแม่น้ำโขง และการพัฒนาสนามบินที่มีอยู่แล้ว เพิ่มประสิทธิภาพรองรับการเดินทางทางอากาศ ตามนโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการบิน

นายสุริยะ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันเรามีโครงการที่ได้เริ่มก่อสร้างแล้ว และตนได้เร่งรัดการก่อสร้างให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงทั้งในด้านระบบรางและระบบถนน ยกตัวอย่างโครงการสำคัญในภาคอีสาน เริ่มจากโครงการที่สำคัญทางระบบราง

กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างเร่งรัดการก่อสร้างรถไฟทางคู่ในภาคอีสานเชื่อมกับกรุงเทพมหานคร โดยจะไปให้ถึงชายแดนไทย-ลาว ที่ จ.หนองคาย ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

โดยเริ่มจากโครงการทางรถไฟสายหลักตามแนวภาคอีสาน โครงการที่ 1 ซึ่งเป็นรถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กิโลเมตร โดยปัจจุบันกำลังเร่งรัดการก่อสร้าง ซึ่งโครงการนี้กระทรวงคมนาคมได้แก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวนครราชสีมา โดยปรับรูปแบบโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการที่ชาวนครราชสีมาเรียกร้อง โดยจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จและเปิดบริการได้ในปี 2569

โครงการที่ 2 จะเป็นการพัฒนาช่วงต่อจากมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ หรือช่วงถนนจิระ-ขอนแก่น ซึ่งเป็นรูปแบบรถไฟทางคู่ที่เปิดให้บริการแล้วตั้งแต่ปี 2562

โครงการที่ 3 รถไฟทางคู่ ช่วงขอนแก่น-หนองคาย ระยะทางรวมทั้งสิ้น 167 กิโลเมตร ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติโครงการและลงนามในสัญญาแล้ว จะเริ่มลงทุนก่อสร้างในปี 2568 และมีกำหนดการแล้วเสร็จเปิดให้บริการได้ภายในปี 2571

นั่นหมายความว่า การเดินทางและการส่งเสริม ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสินค้าจากกรุงเทพฯ และพื้นที่อีอีซี สามารถเชื่อมต่อไปยังลาวและจีนได้อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีเส้นทางผ่านพื้นที่ภาคอีสาน

นายสุริยะ กล่าวว่า นอกจากเส้นทางรถไฟในแนวเหนือใต้ของอีสานแล้ว ในแนวตะวันตก ตะวันออกของภาคอีสาน จะมีรถไฟทางคู่อีกสองเส้นทาง เพื่อเชื่อมโยงไทย-ลาว-เวียดนาม ไปสู่ประเทศจีน

ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กำลังก่อสร้างเส้นทางรถไฟทางคู่แยกแถวบ้านไผ่ไปยัง จ.นครพนม ระยะทางรวมทั้งสิ้น 355 กิโลเมตร ในวงเงินลงทุนกว่า 66,848 ล้านบาท ที่รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมได้เร่งรัดให้ก่อสร้างให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อเชื่อมโยงอีสานตอนบน และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2570

นายสุริยะ เปิดเผยว่า ในปี 2568 มีแผนที่จะเริ่มก่อสร้างรถไฟทางคู่เชื่อมต่อทางถนนจิระ จ.นครราชสีมา ไปยัง จ.อุบลราชธานี ระยะทางประมาณ 308 กิโลเมตร โดยอยู่ระหว่างพิจารณาในโครงการ เพื่อเสนอขออนุมัติต่อ ครม. เส้นทางนี้จะเพิ่มศักยภาพในการเชื่อมโยงอีสานตอนล่างไปสู่ลาว-เวียดนาม และประเทศกัมพูชาได้ในอนาคต

นอกจากทางนั้นแล้ว เพื่อให้เดินทางสู่ประเทศจีนมีความรวดเร็วมากขึ้น กระทรวงคมนาคมจึงมีแผนดำเนินการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง เพื่อเชื่อมไปยังประเทศจีน ซึ่งรัฐบาลมีแผนจะลงทุนกว่า 500,000 ล้านบาท

โดยเป็นแบ่งเป็น 3 ช่วง จากกรุงเทพมหานคร เพื่อไปเชื่อมต่อกับรถไฟไทยกับรถไฟลาว-จีนที่กรุงเวียงจันทน์ ซึ่งได้เปิดให้บริการมาสักระยะหนึ่งแล้ว

ช่วงที่ 1 จากกรุงเทพฯ ถึงนครราชสีมา ระยะทาง 250 กิโลเมตร ได้กำหนดแผนลงทุนไปแล้วกว่า 1 แสน 8 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง และขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งรัด เพื่อให้สามารถเปิดใช้งานได้เป็นรถไฟความเร็วสูงของสายแรกของประเทศได้ในปี 2571

ช่วงที่ 2 จากนครราชสีมาถึงหนองคาย วงเงินลงทุนกว่า 3.41 แสนล้านบาท อยู่ในระหว่างนำเสนอครม. เพื่อขออนุมัติโครงการ และจะเริ่มก่อสร้าง โดยสามารถเปิดให้บริการในปี 2574

ช่วงที่ 3 ที่จำเป็นต้องก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ ที่จ.หนองคาย เพื่อเชื่อมต่อรถไฟลาว-จีน ปัจจุบันอยู่ระหว่าง รฟท.กำลังออกแบบรายละเอียด และจะต้องเจรจาร่วมกันระหว่างไทย-ลาว-จีน คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2574 พร้อมกับการเชื่อมต่อระบบรางไทยจีนอย่างไร้รอยต่อ

นายสุริยะ กล่าวว่า จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของไทยในการเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาคจะอยู่ที่ จ.หนองคาย ที่ต้องเป็นจุดเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

รัฐบาลมีแผนจะสร้างสถานีนาทา จ.หนองคาย เป็นศูนย์กลางขนส่งสินค้าระหว่างถนนกับราง เพื่อให้เกิดความสะดวก เป็นจุดกระจายสินค้าหลักในภาคอีสาน ส่งต่อสินค้าไปยังทางจีน ตามแผนการคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2569 และเปิดให้บริการได้ในปี 2571 พร้อมกับรถไฟทางคู่

นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 แห่งที่ต้องดำเนินการ ได้แก่ ศูนย์การขนส่งชายแดน จ.นครพนม ที่จะสามารถเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าระหว่างไทย-จีน-เวียดนาม-ลาว เป็นศูนย์รวบรวมและการกระจายสินค้าที่ได้ให้บริการแล้วเสร็จ เพื่อรองรับโครงข่าย ทั้งเส้นทางบ้านไผ่นครพนม เชื่อมโยงไทย-ลาว-เวียดนาม คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2568

นายสุริยะ กล่าวว่า การเดินทางโดยรถไฟผ่านจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นครราชสีมา-ขอนแก่น-อุดรธานี-หนองคาย จำเป็นต้องมีการพัฒนาเมือง พัฒนาพื้นที่รอบสถานี โดยต้องออกแบบและสร้างเมืองให้สามารถรองรับกิจการท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งแก่ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ และรองรับนักท่องเที่ยวให้เดินทางได้สะดวก ควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่สีเขียว เพื่อให้เมืองเติบโตอย่างยั่งยืน

ในส่วนของระบบรางที่จะเป็นระบบหลัก เพื่อลดต้นทุนการขนส่งแล้ว ระบบถนนยังจำต้องเป็นจะต้องพัฒนาควบคู่กันไป เพราะรางไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ ถนนจะเป็นตัวเชื่อมจากรางเข้ากับพื้นที่ต่างๆ เชื่อมแหล่งผลิต แหล่งเพาะปลูก นิคมอุตสาหกรรม เชื่อมโยงการขนส่งสินค้าไปยังตลาดชายแดน และจะกระจายไปยังตลาดในต่างประเทศ จะเชื่อมกับแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ

ดังนั้น การพัฒนาโครงข่ายถนนให้สะดวก จะช่วยให้การขนส่งสินค้าเชื่อมโยงกับการเดินทางของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ในภูมิภาคเป็นไปด้วยความรวดเร็วและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น รวมทั้งจะต้องบูรณาการมอเตอร์เวย์ และทางรถไฟเข้าด้วยกันในอนาคต สร้างโอกาสให้ไทยเป็นโลจิสติกส์ฮับของภูมิภาค

นายสุริยะ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้พัฒนามอเตอร์เวย์ (M6) สายบางปะอิน–สระบุรี–นครราชสีมา โดยปัจจุบันใกล้เสร็จแล้ว และจะเปิดให้บริการตลอดเส้นทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ซึ่งจะช่วยลดเวลาการเดินทางจากกรุงเทพฯ–นครราชสีมา ให้เหลือเพียง 2 ชั่วโมง

อยู่ระหว่างศึกษาออกแบบมอเตอร์เวย์สายใหม่ร่วมกับระบบรางจากแหลมฉบัง–นครราชสีมา เร่งรัดเปิดให้บริการสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ–บอลิคำไซ) ภายในปี 2568 และอยู่ระหว่างพัฒนาศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม โดยจะเปิดให้บริการได้ในปี 2568 และพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) เพื่อเชื่อมรางกับถนนเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

โดยมอบหมายให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย ศึกษาความเหมาะสมของตำแหน่งที่ตั้งว่าจะอยู่ จ.ขอนแก่น หรือนครราชสีมา เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงการขนส่งไปยังท่าเรือแหลมฉบังในอนาคต

ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนนโยบายการเป็นศูนย์กลางการเดินทางทางอากาศ (Aviation Hub) ของประเทศ กระทรวงคมนาคมได้พัฒนาท่าอากาศยานที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรองรับการเดินทางที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต อาทิ ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารเป็น 2.8 ล้านคนต่อปี

ก่อสร้างลานกลับลำอากาศยานของท่าอากาศยานนครราชสีมา และสนับสนุนให้มีสายการบินพาณิชย์มาทำการบินให้มากขึ้น ขยายลานจอดเครื่องบินท่าอากาศยานขอนแก่นและนครพนม ให้สามารถรองรับจำนวนอากาศยานได้มากขึ้น ศึกษาออกแบบต่อเติมขยายความยาวทางวิ่งของท่าอากาศยานร้อยเอ็ดและเลย ให้สามารถรองรับอากาศยานขนาดใหญ่ได้

นายสุริยะ กล่าวว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นทางเดินสำคัญของไทย และเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ กระทรวงคมนาคมพร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเปลี่ยน “ความท้าทาย” ให้กลายเป็น “ความหวัง โอกาส และความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม” ของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

โดยได้มอบนโยบาย “คมนาคมเพื่อโอกาสประเทศไทย” ให้หน่วยงานในสังกัดใช้เป็นกรอบการดำเนินงาน เดินหน้าลงทุนพัฒนาเมกะโปรเจกต์ ทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศให้มีประสิทธิภาพ เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ

พร้อมทั้งเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน