จับแก๊งสเเกมเมอร์ ลวงสาวไทยวิวาห์ แฝงเป็นครูสอนภาษา สร้างเว็บขายของทิพย์ 2 พันเว็บไซต์ เสียหาย 2 พันล้าน จดทะเบียนบริษัทปลอม เปิดบัญชีม้า 500 บัญชี

เมื่อวันที่ 30 พ.ค.68 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ (อาคารเอ) ถนนแจ้งวัฒนะ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร.ต.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผอ.กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ร่วมกันแถลงข่าวการตรวจค้น จับกุมแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ สร้างเว็บไซต์กว่า 2,000 เว็บไซต์ หลอกลวงให้ซื้อสินค้าบริการที่ไม่มีอยู่จริง มูลค่าความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาท

พ.ต.ต.ยุทธนา เปิดเผยว่า สำหรับคดีพิเศษที่ 118/2566 กรณีการจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาแก๊งสแกมเมอร์ชาวต่างชาติ ร่วมกับคนไทย ซึ่งเป็นตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้หน่วยงานเรื่องรัฐดำเนินการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์

โดยคดีนี้มีที่มาจากช่วงปี ค.ศ.2019 ดำเนินการโดย กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ พบว่ามีการร้องเรียนเกี่ยวกับการหลอกลวง ฉ้อโกงทางออนไลน์ เนื่องด้วยเมื่อครั้งมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีการหลอกลวงให้ซื้อถุงมือยางและอุปกรณ์การแพทย์ จึงตั้งเรื่องคณะพนักงานสืบสวน และเมื่อสืบสวนจึงพบว่ามีกลุ่มผู้กระทำความผิดที่เป็นชาวไทยและชาวต่างชาติ

แผนการของแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติกว่า 30 คน เดินทางเข้าไทยโดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยว จากนั้นจะพยายามหาวิธีอยู่ต่อในราชอาณาจักรอย่างถาวร เช่น สมรสกับหญิงไทย แล้วอาศัยสถานะสมรสเพื่อขอต่อวีซ่า หรือสมัครงานเป็นครูอัตราจ้างในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน หรือจัดตั้งบริษัทประกอบธุรกิจในลักษณะบังหน้าเพื่อใช้ฟอกเงินและใช้เป็นเหตุในการขออยู่ต่อในราชอาณาจักร

โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักในประเทศไทย และใช้เงื่อนไขต่างๆ ให้สามารถอยู่ในประเทศไทยได้ ไม่ว่าจะเป็นการไปเป็นครูสอนภาษาในโรงเรียน หรือการจดทะเบียนกับคนไทย จากนั้นจึงไปเปิดบริษัทขึ้นมาเพื่อหลอกลวงขายสินค้า เปิดบัญชีม้ากว่า 500 บัญชี เปิดบริษัทมากกว่า 100 แห่ง ซึ่งกรณีนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติม

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ต้องหายังเปิดเว็บไซต์ 2,000 เว็บไซต์ มีทั้งทำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เจ้าดัง เพื่อใช้หลอกลวงขายสินค้าในรูปแบบต่างๆ อาทิ การหลอกให้รัก หลอกขายสินค้า หลอกกรอกข้อมูล เป็นต้น และเมื่อเจ้าหน้าที่สืบสวนชัดเจน พบการกระทำความผิด จึงรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับ ศาลอนุมัติหมายจับ 24 หมาย ตรวจค้น 11 จุดในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพ นนทบุรี นครปฐม กาญจนบุรี จันทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และกระบี่

ซึ่งปัจจุบันนี้สามารถจับผู้ต้องหาได้แล้ว 9 ราย คือ ชาวไนจีเรีย 1 ราย ชาวแคเมอรูน 2 ราย และชาวไทย 6 ราย อยู่ระหว่างนำตัวมาควบคุมเพื่อดำเนินคดี แจ้งสิทธิผู้ต้องหา และดำเนินการสอบสวนปากคำตามขั้นตอนต่อไป

โดย 9 ผู้ต้องหา ประกอบด้วย 1.นายลีวินุส สัญชาติไนจีเรีย 2.นายเดอริค สัญชาติแคเมอรูน 3.นายกอง สัญชาติแคเมอรูน 4.น.ส.จิตรภัสร์ (สงวนนามสกุล) 5.นายธนิชภพ (สงวนนามสกุล) 6.นายอนุชาติ (สงวนนามสกุล) 7.น.ส.จันทรัตน์ (สงวนนามสกุล) 8.น.ส.ปณัสยา (สงวนนามสกุล) และ 9.น.ส.อรวรรณ (สงวนนามมสกุล) สัญชาติไทย

ในข้อหากระทำความผิดฐาน ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนด้วยการแสดงตนเป็นคนอื่น ร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ได้แก่ วอลเล็ท (กระเป๋าเงินดิจิทัล) 2 กระเป๋า รถยนต์ 3 คัน รถจักรยานยนต์ 3 คัน วัตถุมีลักษณะคล้ายทองแดง ประมาณ 15 ตัน โทรศัพท์มือถือ 18 เครื่อง แท็บเล็ต 1 เครื่อง คอมพิวเตอร์ 13 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร 21 เล่ม และพยานวัตถุอื่น

พ.ต.ต.ยุทธนา เปิดเผยว่า เรื่องนี้ถือเป็นความเสียหาย เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการซื้อขายสินค้าออนไลน์ภายในประเทศไทย เนื่องจากพบผู้เสียหายชาวต่างชาติประมาณ 114 ราย จาก 15 ประเทศ ประกอบด้วย ไต้หวัน ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เนเธอร์แลนด์ อียิปต์ สหราชอาณาจักร เวียดนาม ศรีลังกา สเปน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย มูลค่าความเสียหายราว ๆ 2,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังพบเรื่องเงินคริปโตเคอเรนซี ที่ผู้ต้องหานำมาใช้ในการกระทำความผิด หากดูจากในแผนผังแผนประทุษกรรมกลุ่มผู้ต้องหา พบว่ากลุ่มผู้ต้องหาเข้าพำนักในประเทศไทยผ่านการใช้วีซ่าเงื่อนต่าง ๆ มีการเปิดบริษัทและเป็นกรรมการ 145 แห่ง ใช้บัญชีม้า 512 บัญชี โดยเป็นการเปิดกับสถาบันการเงินหลายเจ้า ประมาณ 8 ธนาคาร

อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้ต้องหาสำรวจใช้จิตวิทยาความต้องการสินค้าของประชาชนในประเทศนั้นๆ ว่าต้องการสินค้าประเภทใดบ้าง ก็จะพุ่งเป้าหลอกขายสินค้าปลอมกับผู้เสียหาย ส่วนพฤติการณ์ของผู้ต้องหานั้น ส่งผลเสียและสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย ทั้งระบบเศรษฐกิจ การเสียโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งหลังจากนี้ทางดีเอสไอจะไปตรวจสอบเครือข่ายทั้งหมด เพราะเชื่อว่ายังผู้ร่วมกระทำความผิดในต่างประเทศร่วมด้วย ส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออยู่ระหว่างการติดตามตัว

ด้าน ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผอ.กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กล่าวว่า กลุ่มเครือข่ายผู้ต้องหาชาวต่างชาติที่กระทำผิด อาจรู้จักมักคุ้นกันจึงชวนกันมามีรายได้เสริมที่ไม่เหมาะสม ส่วนคนไทยเหมือนมาเกี้ยวพาราสี ชักชวนหลอกลวงให้ร่วมลงทุนในธุรกิจ

ซึ่งตอนแรกอาจจะดูไม่ออกว่าเป็นธุรกิจสีเทาหรือสีดำ เพราะผู้ต้องหาบางรายเริ่มทำตั้งแต่ปี 2559 บางคนอาจจะอยู่มาตั้งแต่ต้น หรือบางคนเพิ่งเข้ามาเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว บางคนเข้ามาแล้ว 5 ปี บางคนเดินทางเข้า-ออก ซึ่งแม้ธุรกิจมีรายได้จริง แต่ก็ไม่มีงบสมดุลสอดคล้องกับเส้นทางการเงินธุรกิจดังกล่าว

เนื่องจากเส้นทางการเงินมีจำนวนมากกว่างบดุลหลายเท่า อย่างไรก็ดี ผู้ต้องหาชาวต่างชาติที่มีอาชีพเป็นครูสอนภาษาก็ต้องไปขยายผลตรวจสอบว่าเป็นเพียงอาชีพเสริมหรือไม่ แล้วก็ต้องดูคุณสมบัติของการที่ได้ต่ออายุวีซ่าในฐานะคุณครูผู้สอนภาษา ว่าเป็นคุณครูสอนภาษาจริงหรือไม่ แล้วสถานศึกษามีการอนุญาตต่อวีซ่าอย่างไรบ้าง ซึ่งจะต้องประสานข้อมูลกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.)

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน