ดีเอสไอ เผย ชัดหลักฐานฮั้วประมูลสร้างตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน แห่งใหม่ ชำแหละพฤติการณ์ ฟัน 3 บิ๊กสตง. เร่งสรุปส่ง ป.ป.ช.
วันที่ 3 มิ.ย.2568 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการพิจารณาสำนวนการสอบสวนความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 หรือคดีฮั้วประมูล ว่า
ภายหลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการสอบสวนคดีนอมินี บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด เสร็จสิ้น จึงได้ขยายผลดูเรื่องการได้มาซึ่งสัญญา 3 ฉบับ เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) อันประกอบด้วย สัญญารับเหมาก่อสร้าง สัญญาการออกแบบ และสัญญาการควบคุมงาน พบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก
และจากการสอบปากคำพยานกลุ่มบริษัทที่เคยเสนอราคา E-Bidding หรือคัดเลือกแล้วแต่กรณี จนมีความชัดเจนแล้วว่านอกจาก 6 รายในกิจการร่วมค้า PKW (ตามสัญญาการควบคุมงาน) ยังมีผู้บริหารระดับสูงของ สตง. เข้ามาเกี่ยวข้องในสัญญาฮั้วประมูล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงได้รับไว้ดำเนินการเป็นคดีพิเศษที่ 58/2568
และได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานสำคัญ ก่อนส่งข้อมูลให้สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวพันกันในส่วนของตำแหน่งหน้าที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ
คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า สำหรับพฤติการณ์ความผิดของบุคคล 6 รายภายใต้กิจการร่วมค้า PKW คือ
- บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด
- นายปฏิวัติ ศิริไทย
- บริษัท เคพี คอนซัลแทนส์ แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด
- นายกฤตภัฏ ปล่องกระโทก
- บริษัท ว. และสหายคอนซัลแตนตส์ จำกัด โดยนายโชควิชิต ลักษณากร หรือ นายพลเดช เทอดพิทักษ์วานิช และ นางปราณีต แสงอลังการ
- นายพลเดช เทอดพิทักษ์วานิช
ซึ่งหน้าที่ควบคุมงาน ตามสัญญาการควบคุมงานนั้น ตามขั้นตอนแล้วจะต้องมีวิศวกรมาควบคุมงานจริง แต่ในการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานกลับพบว่า มีการปลอมเอกสารลายเซ็นของวิศวกรเพื่อให้ได้งาน
ดังนั้น ทำให้พยานปากสำคัญภายในสำนักงาน สตง. ได้มาเข้าให้ข้อมูลกับดีเอสไอ กล่าวโทษตามกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 11 “เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใด หรือผู้ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานของรัฐผู้ใดโดยทุจริตทำการออกแบบ กำหนดราคา กำหนดเงื่อนไข หรือกำหนดผลประโยชน์ตอบแทน
อันเป็นมาตรฐานในการเสนอราคาโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม หรือเพื่อช่วยเหลือให้ผู้เสนอราคารายใดได้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐโดยไม่เป็นธรรม หรือเพื่อกีดกันผู้เสนอราคารายใดมิให้มีโอกาสเข้าแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท” ต่อนายกฤตภัฏ (สงวนนามสกุล) ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการร่วมค้า PKW ร่วมกันกับ อดีตผู้ว่า สตง. และประธาน สตง. จัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง จวบจนการควบคุมงาน
ทำให้พบว่าผู้บริหารระดับสูงของ สตง. ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในการฮั้วประมูล มีพฤติกรรมเป็นคนจัดฮั้วประมูล ล็อคสเป็กว่าจะเอาหรือไม่เอาบริษัทใดบ้าง อาทิ การออกแบบ ได้มีการเจาะจงเลือกบริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด มาเขียนแบบ
เพื่อเอื้อให้บริษัทจีน (กิจการร่วมค้า ITD-CREC : บริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ และบริษัท อิตาเลียนไทยฯ) ได้ก่อสร้าง จากนั้นก็เอาบริษัทควบคุมงาน (กิจการร่วมค้า PKW) ที่ไม่ได้มีการควบคุมงานจริง มาอ้างใช้ในการควบคุมงาน พฤติกรรมเช่นนี้ก็เหมือนเป็นการนำเอาเงินของรัฐไปทำให้เกิดความเสียหาย
คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยต่อว่า สำนวนการสอบสวนคดีฮั้วประมูล ดีเอสไอจะได้ส่งให้สำนักงาน ป.ป.ช. ภายในกรอบสัปดาห์หน้า โดยจะเร่งรัดให้เร็วที่สุด เพื่อที่ ป.ป.ช. จะได้นำเรื่องเข้าคณะกรรมการ ป.ป.ช. (ชุดใหญ่) พิจารณาว่าจะมอบหมายให้ดีเอสไอดำเนินการบางส่วน หรือ ป.ป.ช. จะดำเนินการเองทั้งหมด
ทั้งนี้ ผู้บริหารของ สตง. ที่มีรายชื่อปรากฏในสำนวนฮั้วประมูล เพื่อเตรียมส่งให้ ป.ป.ช. ไต่สวนพร้อมกับ 6 ผู้บริหารของกิจการร่วมค้า PKW โดยมี 3 ราย 1 ในนั้นเป็นผู้บริหารสูงสุด และอดีตผู้บริหาร และเลขานุการของผู้บริหาร