ภูมิธรรม ประณามกัมพูชา ใช้อาวุธหนักยิงเข้าไทยไร้เป้าหมาย ปัดเป็นภาวะสงคราม แค่เหตุปะทะ ยันป้องกันชายแดนเต็มที่ ตอบโต้ตามสถานการณ์ มท.เคาะเยียวยาผู้บาดเจ็บ-ครอบครัวผู้เสียชีวิต เล็งเปลี่ยนรพ.อำเภอ เป็นรพ.สนาม
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 ก.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกฯ และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
พ.ต.อ.ทวี สองส่อง รมว.ยุติธรรม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม นายฉัตรชัย บางชวด เลขา สมช. พล.อ.ธงชัย รอดย้อย เสนาธิการทหารบก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลาประชุมประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง
จากนั้นเวลา 16.30 น. นายภูมิธรรม แถลงว่า วันนี้ประชุม สมช.นัดพิเศษ เนื่องจากเหตุการณ์ปะทะกันเมื่อเช้าวันนี้ ที่ชายแดน ไทย-กัมพูชา และมีเรื่องสำคัญหลายเรื่อง จึงเสนอให้ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษด้วย โดยเชิญเลขาธิการครม. มาร่วมประชุม ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 8 วรรคสอง ของพ.ร.ฎ.ว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 เนื่องจากหลายเรื่องต้องใช้มติ ครม.
นายภูมิธรรม กล่าวว่า ประเด็นแรกคือ การที่มีสถานการณ์ปะทะกันเกิดขึ้น เท่าที่ได้รับรายงานจากหน่วยทหารที่เกี่ยวข้อง เป็นการยิงเข้ามาจากทางกัมพูชาก่อน และได้เกิดเหตุประปราย กระทั่งมาถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ช่วงเช้า มีการใช้อาวุธในระดับต่างกัน สิ่งสำคัญคือการยิงของกัมพูชาใช้อาวุธหนัก ยิงเข้ามาในเขตแดนของไทย โดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งยิงเข้ามาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพลเรือน จนทำให้มีพลเรือนของเราเสียชีวิต
นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตัวเลขทั้งหมดขณะนี้ ล่าสุดคือ เสียชีวิต 11 ราย เป็นพลเรือน 10 ราย และทหาร 1 นาย มีผู้บาดเจ็บ 28 ราย เป็นพลเรือน 24 ราย เป็นทหาร 4 นาย ดังนั้น ขอประณามกัมพูชาใช้อาวุธหนักที่รุนแรง และไม่มีเป้าหมาย และไม่ได้จำกัดเฉพาะการต่อสู้
โดยการยิงเข้ามานั้น มีบางลูกมาลงที่ปั๊มน้ำมัน และร้านสะดวกซื้อ บางส่วนยิงลงมาที่กลางโรงพยาบาล บางส่วนห่างจากโรงพยาบาลเพียง 3 กิโลเมตร เราจึงขอประณาม เพราะเป็นการใช้กำลัง ไม่ได้ยึดในเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งต้องคำนึงและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
นายภูมิธรรม กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การประกาศสงคราม เป็นเพียงการปะทะกัน เรายังยืนยันในหลักการว่า ต้องใช้สันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรง ต้องพยายามพูดคุยกันเพื่อแก้ปัญหา แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นลักษณะยั่วยุจากฝ่ายกัมพูชาตลอด และเราป้องกันตัวเอง รวมถึงป้องกันอธิปไตยของประเทศ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ และเรายอมไม่ได้ที่จะเข้ามาบุกรุก และละเมิดอธิปไตยของเรา วันนี้เราทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ปกป้องตัวเอง และดูแลอธิปไตยของประเทศ
นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างน้อย 2 ครั้งติดต่อกัน ในเขตพื้นที่ที่เดินลาดตระเวน ซึ่งเคยเดินลาดตระเวนระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาตามข้อตกลงเดิม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดปัญหา เมื่อก่อนเราเดินตลอดเวลา ไม่ได้มีปัญหา แต่ตอนนี้กลับมีปัญหาเกิดขึ้น และครั้งล่าสุดทำให้เจ้าหน้าที่ทหารขาขาดทั้ง 2 นาย เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ และเราจำเป็นต้องแสดงความชัดเจนเรื่องนี้
นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะนี้เราได้เตรียมการป้องกัน และแก้ไขปัญหาต่างๆ ทางกองทัพได้ดำเนินการกป้องอธิปไตยในพื้นที่อย่างเต็มที่ โดยมีกองทัพภาคที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งเราได้ให้อำนาจทหารใช้มาตรการต่างๆ ตามความจำเป็น โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะเมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉิน อาจจะไม่มีเวลามารอขออนุญาตในการตัดสินใจ ก็ขอให้ดำเนินการตามขอบเขต และแจ้งให้รัฐบาลทราบโดยเร็ว
ประเด็นที่ 2 ขณะนี้สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และ จ.สุรินทร์ ซึ่งขณะนี้ควบคุมอยู่ในพื้นที่เหล่านี้อยู่ แต่เราก็ระมัดระวังป้องกันชายแดนอย่างเต็มที่ โดยให้กระทรวงมหาดไทยอพยพคนออกจากพื้นที่ให้ไกลกว่า 50 กิโลเมตร อยู่ในระยะที่ปลอดภัย ทั้งนี้ เราได้สั่งการอพยพประชาชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีแผนดำเนินการรออยู่แล้ว
นายภูมิธรรม กล่าวว่า โดยในการประชุม สมช. ครั้งนี้มีมติและถือเป็นมติครม. ให้ดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด โดยเฉพาะการเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิต ซึ่งมีระเบียบที่เราวางไว้อยู่แล้ว โดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้สั่งปิดโรงเรียนตามแนวชายแดนในพื้นที่ใกล้เคียงแล้ว เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับเด็กนักเรียน
ส่วนกระทรวงสาธารณสุขได้เปลี่ยนแปลงโรงพยาบาลอำเภอ บริเวณชายแดนให้เป็นโรงพยาบาลสนาม โดยอพยพคนไข้ที่บาดเจ็บทั้งหมดกลับไปสู่แนวหลังอยู่ในจุดที่ปลอดภัย
นายภูมิธรรม กล่าวว่า สำหรับมาตรการต่างประเทศ ได้ดำเนินการตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 23 ก.ค. ด้วยการลดระดับความสัมพันธ์ เรียกทูตไทยประจำกัมพูชากลับ และส่งทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยกลับกัมพูชา ซึ่งถือเป็นระดับรุนแรงที่สุดทางการทูต
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะต้องพูดคุยกันระหว่างสองประเทศหรือไม่ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลายกว่านี้ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตอนนี้ต้องให้เรื่องยุติก่อน เพราะเราไม่ได้เป็นผู้เริ่ม ถ้าแสดงความจริงใจต่อกันก็คุยกันได้ แต่ขณะนี้เรายังรู้สึกว่าฝ่ายเขายั่วยุและริเริ่ม ฉะนั้น เราต้องดำเนินการตามครรลองที่มันเกิดขึ้น
เมื่อถามถึงงบฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบ ทางจังหวัดเบิกจ่ายได้เลยหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า มีมาตรการไว้อยู่แล้วในส่วนของกองทุนต่างๆ ที่มีอยู่
เมื่อถามว่าในที่ประชุมได้รับรายงานความเสียหายของฝ่ายกัมพูชาหรือไม่ว่า มีมากน้อยแค่ไหน นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขออนุญาตไม่พูดเรื่องยุทธการ
เมื่อถามว่าตอนนี้มีข่าวสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา บินออกนอกประเทศ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่ได้ติดตามเรื่องตรงนั้น เราสนใจเรื่องคนในประเทศเราและสนใจเหตุการณ์ปะทะกันที่จะเกิดขึ้นและบานปลาย เพื่อคำนึงถึงชีวิตทหารหาญและชีวิตประชาชนของเรา
เมื่อถามถึงกรณีกัมพูชายื่นหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) แล้วประเทศไทยจะดำเนินการอย่างไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตอนนี้นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ อยู่นครนิวยอร์ก ได้พูดคุยประสานกับเลขาธิการยูเอ็นเอสซีแล้ว เราได้พบและพูดคุยกับตัวจริง และกระทรวงการต่างประเทศดำเนินมาตรการต่างๆ และเล่าถึงสถานการณ์ต่างๆให้ฟัง ได้ชี้แจงเรียบร้อยแล้ว
เมื่อถามย้ำว่าจะเปิดเผยรายละเอียดได้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เป็นการเล่าถึงสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะแถลงอีกครั้ง ยืนยันเราไม่ได้ปกปิด เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อน เรายืนยันว่าโดยหลักการ ที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยของประเทศ และการบุกเข้ามาในไทย เราปกป้องตัวเราเอง
เรายืนยันอย่างหนักแน่น และยืนบนหลักของกระทรวงต่างประเทศที่พูดมาและรัฐบาลได้แสดงออกไปชัดเจน แต่หลายเรื่อง เราขอว่าบางอย่างเราพูดไม่ได้ โดยเฉพาะด้านยุทธการ หากพูดไปจะยิ่งทำให้เขารู้ และมันจะเพลี่ยงพล้ำในยุทธการต่างๆ
เมื่อถามว่ากองทัพได้ขีดเส้นว่า การปฏิบัติการจะยุติเมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า ให้เหตุการณ์เข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด และมีข้อยุติที่เพียงพอ
เมื่อถามว่าขณะนี้มีการติดต่อจากกัมพูชา หรือคาดการณ์เหตุปะทะจะยืดเยื้อขนาดไหน นายภูมิธรรม กล่าวว่า ได้ยินทางโซเชียลมีเดีย ยังไม่ได้คุยกัน ฟังแต่โซเชียลมีเดีย จริงไม่จริงไม่รู้
เมื่อถามว่ากัมพูชา ยังมีการยั่วยุ หากอยากให้สถานการณ์สงบโดยเร็ว มีวิธีการอย่างไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า วิธีการพูดไม่ได้ แต่เขาต้องยุติความรุนแรงและสิ่งที่สำคัญ ตนคิดว่าต้องระมัดระวังเรื่องข่าวลือ ข่าวไม่ชัดเจนต้องระมัดระวัง อย่าเผยแพร่ เพราะจะทำให้เกิดความรุนแรงที่รุนแรงไปกว่านี้
ยืนยันว่าทางกองทัพดูแลและปกป้องประเทศได้ มีความพร้อมทุกอย่าง แต่ถ้าบานปลายไป หรือทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นมันกระเทือนกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปดูแลทรัพย์สินของประชาชนที่อพยพออกจากพื้นที่แล้ว
เมื่อถามว่าหากทางกัมพูชายังรุนแรงมา ไทยจะแรงกลับใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เราจะดูแลตามสถานการณ์โดยไม่ให้อธิปไตยเราเสียหาย หรือประเทศเสียหาย อย่าไปพูดหรือถามที่รุนแรงไปรุนแรงมา การพูดมันไม่ดีเท่าการทำ ถ้าการทำที่ดี มันจะแก้ปัญหาได้ พูดไปมีแต่ยั่วยุ
เมื่อถามว่าจำเป็นต้องดึงองค์กรระหว่างประเทศมาเป็นตัวกลางเจรจาหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ยัง ตอนนี้เราอยู่ระหว่างที่ดำเนินการ และแจ้งให้องค์การระหว่างประเทศได้ทราบ
เมื่อถามว่าการปกป้องอธิปไตยของไทย ถือเป็นการประกาศสงครามแล้วหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ยังไม่ใช่เรื่องประกาศสงคราม เป็นเรื่องของการปะทะกัน ที่พยายามหาข้อยุติ สิ่งสำคัญคือเรายืนบนหลักปกป้องอธิปไตยของประเทศ และป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกรุกราน และไม่ให้ประชาชนประสบปัญหา
เมื่อถามว่าอยากบอกอะไรกับประชาชนบริเวณพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชา นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้น รัฐบาลมีความห่วงใย เรายืนบนหลักคือ เราไม่ยอมสูญเสียอธิปไตย เราปกป้องตัวเราเองเต็มที่ แต่อยากให้ประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลจะรับผิดชอบดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ และจะทำทุกอย่างเท่าที่เงื่อนไขเราทำได้ อย่างสุดความสามารถ
เมื่อถามว่าแรงงานกัมพูชา ทางการไทยจะยังผ่อนผัน ให้ทำงานในไทยเหมือนเดิมหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า “เอาเรื่องสงครามที่กำลังจะเกิดก่อน”
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าเมื่อสักครู่ไหนบอกว่าไม่ใช่สงคราม นายภูมิธรรม ตอบกลับว่า เขาอยากจะให้เป็นอย่างนั้น แต่เราไม่อยากให้เกิด ขอเปลี่ยนจากคำว่าสงคราม เป็นไม่อยากให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น เอาเรื่องนี้