ด่วน ศาลฎีกาฯ รับฟ้องคดี หมอเกศ ใช้ตำแหน่ง”ศาสตราจารย์ “หลอกลวงจูงใจให้เลือกเป็นสว. พร้อมสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่ นัดตรวจพยานหลักฐาน 10 ก.ย
วันที่ 30 ก.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ยื่นคำฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ขอให้สั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของ น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 มาตรา 62 ประกอบมาตรา77(4) และรัฐธรรมนูญมาตรา 226 นั้น
เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และมีคำสั่งให้น.ส.เกศกมล ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา พร้อมได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวไปยังประธานวุฒิสภาแล้ว รวมทั้งศาลยังมีคำสั่งให้นัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 10 ก.ย 68 เวลา 14.00 น. ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 5 ศาลฎีกา
ทั้งนี้ การฟ้องคดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก กกต.เห็นว่าการที่น.ส.เกศกมล ระบุข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.3) ในส่วนของประวัติการศึกษาว่า “2.1 ศาสตราจารย์การพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ (Professor in Human Resource Development) California University และระบุประวัติการทำงาน หรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครว่า “ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย” นั้น
ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า น.ส.เกศกมล มิได้มีตำแหน่งทางวิชาการศาสตราจารย์ตามหลักการและขั้นตอนที่กำหนดไว้ในกฎหมายดังกล่าวข้างต้นของประเทศไทย อีกทั้งพยานที่ไต่สวนประกอบคนที่ 3-11 ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสว. และเป็นผู้มีสิทธิเลือก ระดับประเทศ ให้ถ้อยคำสอดคล้องกันว่า ข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร ซึ่งระบุว่า “ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย “มีผลจูงใจให้ลงคะแนนให้แก่น.ส.เกศกมล
ดังนั้น การที่น.ส.เกศกมล แนะนำตัวในการเลือกสว. ว่าเป็น “ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย” โดยที่มิได้ ดำรงตำแหน่งเป็น ศาสตรา จารย์ตามกฎหมายของประเทศไทย จึงเป็นการหลอกลวง หรือจูงใจให้บุคคลอื่นเข้าใจผิด ในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของผู้ถูกร้อง
เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือก ลงคะแนนให้แก่ผู้ถูกร้อง ซึ่งเป็นการทุจริตในการเลือก และทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 และมาตรา 77 (4)
หากศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษายืนตามที่กกต.มีมติเสนอ ก็จะมีโทษตาม มาตรา77 ที่บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำการ (4)หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้บุคคลอื่น เข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณของผู้สมัครใด
เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นสมัครเข้ารับเลือก เป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือถอนการสมัคร หรือกระทำการใด ๆ อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้นั้นหมดสิทธิ ที่จะเลือกหรือได้รับเลือก หรือเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่1-10 ปีหรือปรับตั้งแต่ 20,000 -200,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี