กองปราบฯ เปิดปฏิบัติการ ตัดแขนขาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ บุกค้นเป้าหมายต้องสงสัย 15 จุด รวบ 15 ผู้ต้องหา เอี่ยวขบวนการสแกมเมอร์ต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 19 ต.ค.68 พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป.สั่งการให้ พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป, พ.ต.ท.ภาณุมาศ แสงส่ง รอง ผกก.3 บก.ป พ.ต.ท.พัฒษพงศ์ เสณีแสนเสนา สว.กก.3 บก.ป. นำกำลังออกกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วประเทศ
โดยการสืบสวนจากกลุ่มผู้เสียหายใน 3 คดี คือ “สวมรอยระบบ” ให้เหยื่อเปลี่ยนภาษาแอปธนาคาร เพื่อยึดบัญชี, โทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่บริษัทมือถือ (คอลเซ็นเตอร์) และหลอกลงทุนผ่านเพจเว็บไซต์ปลอม อ้างเป็นบริษัทชื่อดัง ก่อนเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 15 จุด ในพื้นที่ กรุงเทพฯ ขอนแก่น อุบลราชธานี บึงกาฬ และจังหวัดอื่นๆ พร้อมจับกุมผู้ต้องหาไว้ได้ 15 ราย
โดยคดีที่ 1 เข้าจับกุม นายราชภูมิ อายุ 45 ปี น.ส.อารดา อายุ 32 ปี และนายชวานนท์ อายุ 34 ปี น.ส.สุพิชญา อายุ 33 ปี ตามหมายจับศาลอุบลราชธานี เลขที่ จ.747-750/2568 ลงวันที่ 3 ต.ค.68
ข้อหา “เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงิน อิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะ นำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่นใด, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ”
ส่วนคดีที่ 2 เข้าจับกุมนายอัสนัย อายุ 42 ปี นางธีระ อายุ 57 ปี นายไพสนธิ์ อายุ 53 ปี น.ส.จิรวรรณ อายุ 24 ปี นายวสันต์ อายุ 34 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 5835-44/2568 ลงวันที่ 3 ต.ค.68 ข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารราชการ, ใช้เอกสารราชการปลอม, ฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ร่วมกันฟอกเงิน, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ฯ“
ส่วนคดีที่ 3 เข้าจับกุม นายธนวัฒน์ อายุ 32 ปี นายชรินทร์ อายุ 39 ปี น.ส.ทิวา อายุ 47 ปี นายสุพัฒ อายุ 50 ปี นายทิวา อายุ 37 ปี และนายณัฐพร อายุ 30 ปี ทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น เลขที่ จ.979-982/2568 ลงวันที่ 3 ต.ค.68 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบ คอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน
พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และมิจฉาชีพออนไลน์ ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ มีเหยื่อจำนวนมากถูกหลอกให้โอนเงินผ่านโทรศัพท์ แอปพลิเคชัน และสื่อสังคมออนไลน์ โดยกลุ่มคนร้ายใช้เทคนิคที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ทั้งการปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ สถาบันการเงิน หรือหน่วยงานที่ประชาชนไว้วางใจปฎิบัติการครั้งนี้ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในหลายพื้นที่ที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการดังกล่าว
โดยคดีที่ 1 แอบอ้างเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง เหยื่อสูญเกือบ 5 แสนบาท ผู้เสียหายถูกโทรศัพท์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง ให้ทำตามขั้นตอนทางไลน์และเปลี่ยนภาษาในแอปธนาคาร สุดท้ายเงินในบัญชีถูกโอนออก จำนวน 2 ครั้ง รวม 497,840 บาท พบเป็นกลุ่มเดียวกับขบวนการฟอกเงินคอลเซ็นเตอร์จากประเทศเพื่อนบ้าน
ส่วนคดีที่ 2 แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ AIS ผู้เสียหายถูกคนร้ายโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการ AIS และต่อสายให้คุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลอกว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและต้องโอนเงินมาเพื่อตรวจสอบ ผู้เสียหายจึงได้โอนเงินไปยังบัญชีม้า จำนวน 604,008 บาท ก่อนถูกกระจายต่อเข้าสู่ระบบ e-Money
พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ กล่าวต่อว่า คดีที่ 3 หลอกลงทุนหุ้นร้านกาแฟชื่อดัง สูญกว่า 7 แสนบาท ผู้เสียหายถูกเพจปลอม ชวนลงทุนในหุ้นบริษัท ปตท. (OR) ให้แอดไลน์ อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก ชักชวนลงทุนทั้งระยะสั้น และระยะยาว สร้างผลกำไรได้ 12-30% เหยื่อโอนเงินลงทุน ให้คนร้าย 6 ครั้ง ทั้งหมด 703,400 บาท
จากการสอบสวนผู้ต้องหารับว่าแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน ตั้งแต่บัญชีรับโอนจากผู้เสียหาย การผ่องถ่ายเงินต่อ จนถึงการถอนเงินสด นอกจากนี้ยังพบเป็นกลุ่มเดียวกับขบวนการฟอกเงินคอลเซ็นเตอร์จากประเทศเพื่อนบ้าน มีเส้นทางการเงินหลายชั้น จึงนำตัวผู้ต้องหาส่ง สภ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี, สภ.เมืองขอนแก่นและ สน.มักกะสัน ดำเนินคดี









