ได้รับฉายา เดอะ คิลเลอร์ ค่ายรถอีวีแบรนด์จีนตัวจริง เสียงจริง ทันทีที่ท่านประธานหนุ่มแห่งมาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประกาศราคารถอีวีรุ่นแรกของค่าย มาสด้า 6e อย่างเป็นทางการ เริ่มต้น 1.169-1.199 ล้านบาท ทำเอานักเลงรถไทยหัวใจสีเขียว มือลั่นใจสั่นกันเป็นแถว
มาสด้า 6e ขนาดรถอยู่ในกลุ่มซีดาน ดี-เซ็กเมนต์ ดีไซน์พรีเมียม แต่ยังคงไว้ซึ่ง DNA ของค่ายซูมซูม ด้วยเส้นสายที่เป็นเอกลักษณ์ และแม้จะมีการใช้โนฮาวจากพันธมิตรผู้ผลิตรถไฟฟ้าของจีน แต่มาสด้าได้ตั้งโรงงานเพื่อผลิตรถไฟฟ้าของตัวเองในประเทศจีน พัฒนาแพลตฟอร์ม โครงสร้าง ตัวถัง ช่วงล่าง ระบบส่งกำลังในแบบฉบับของตัวเอง

ซึ่งก่อนหน้าที่จะเปิดตัวราว 1 สัปดาห์ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์มาสด้า อุทัย เรืองศักดิ์ เป็นหัวหมู่ นำสื่อมวลชนได้ทดลองขับกันเบาๆ ที่สนามแข่งรถปทุมธานี สปีดเวย์ เพื่อมาบอกเล่า ส่งต่อความรู้สึก ให้ผู้ที่สนใจได้รับรู้ถึงสมรรถนะ ประสิทธิภาพ และอื่นๆ แบบพอหอมปากหอมคอ
ก่อนทดสอบมาว่าถึงเรื่องดีไซน์สักหน่อย ด้วยแนวคิด Kodo : Soul of Motion ในรูปแบบรถยนต์ 5 ประตู แบบ NeoFastBack การันตีด้วยการติด Top 3 รางวัลรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลกในปีนี้

ด้านหน้า Flying Signature เมื่อเปิดไฟจะดูเหมือนปีกนกโบยบินบนท้องฟ้า และการสะท้อนแสง บ่งบอกความมีชีวิตชีวาอันเป็นเอกลักษณ์ของมาสด้า ไฟท้ายดีไซน์ทอดยาวแบบต่อเนื่อง ผสานกับไฟทรงกลมสี่ดวงและสปอยเลอร์หลังไฟฟ้าเรียบง่าย
ภายในห้องโดยสารถ่ายทอดแนวคิดการออกแบบ เอกลักษณ์เฉพาะสไตล์มาสด้า คันที่ทดสอบเป็นรุ่นท็อป Exclusive ตกแต่งเน้นความหรูหรา เบาะนั่งหนัง Nappa Suede สีแทน คอนโซลหน้า คอนโซลกลาง แผงประตูข้าง หุ้มหนังสีแทน เสริมด้วยโครเมียมแบบด้าน หน้าจอขนาด 14.6 นิ้ว ควบคุมการทำงานต่างๆ ติดตั้ง AR Head-up Display ขนาด 50 นิ้ว บนกระจกหน้าที่ระยะ 7.5 เมตร จากตำแหน่งผู้ขับขี่ ตำแหน่งจุดตกสายตาพอดี

แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ชนิด LFP ขนาด 77.9 kWh รองรับการชาร์จไวแบบ DC Fast Charging สามารถชาร์จจาก 30-80% ได้รวดเร็วในเวลา 15 นาที ชาร์จเต็ม 100% ได้ระยะทางขับขี่สูงสุด 654 ก.ม.
ระบบความปลอดภัยใส่มาเต็มพิกัด เทคโนโลยี Smart Drive อาทิ กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา ระบบเตือนการชนด้านหน้า ระบบเตือนการชนด้านหลัง ระบบป้องกันการชนครั้งที่สอง เป็นต้น

เข้าสู่สนามทดสอบ รอบแรกใช้โหมดนอร์มอล ทีมงานจัดทำสถานีต่างๆ เพื่อจำลองการขับขี่ เริ่มจากสถานีแรก ลองอัตราเร่งตีนต้น ตรงนี้ไม่ค่อยแปลกใจ เพราะไม่ว่าจะรถอีวีคันไหน ช่วงออกตัวจี๊ดจ๊าดจัดจ้านอยู่แล้ว เพราะไม่ต้องรอรอบ
จะมีก็แต่เสียงสังเคราะห์ ที่ให้อารมณ์เหมือนกำลังนั่งคุยอยู่กับอีที วิ้ง วิง วิ้ง วิง วิง วิง วิง ประมาณนี้ แต่ไม่ต้องตกใจ ว่าต้องทนฟังไปตลอดทาง เพราะว่าสามารถปิดได้
แต่ที่สัมผัสได้แม้จะจุ่มน้ำหนักเท้าเต็มพิกัดที่แป้นคันเร่ง ตัวรถพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว แต่การทรงตัวยังคงแน่นหนึบ ไม่มีอาการสะบัดเหมือนกับที่ลองมาหลายๆ ค่าย ด้วยเพราะการวางจุดศูนย์ถ่วงต่ำ และการกระจายน้ำหนักที่เพลาหน้าและเพลาหลังแบบ 50:50 ทำให้ได้สมดุลเป็นอย่างดี

ต่อกันที่การเปลี่ยนเลนบนความเร็วสูง ด้วยพวงมาลัยที่คมกริบ ควบคุมทิศทางรถได้ดั่งใจ เปลี่ยนเลนอีกครั้งแต่คราวนี้แคบ และสั้นกว่าเดิม ก็ยังทำได้อย่างมั่นใจ อีกทั้งตัวรถไม่มีท่าทีว่าจะไถลออกนอกเลน
ต่อกันที่การทำความเร็วกับโค้งกว้าง โค้งแคบ โค้งรูปตัวเอส ไม่มีอะไรน่ากังวล ผ่านเนินลูกระนาดสูง-ต่ำ สัมผัสถึงความนุ่มนวลของระบบช่วงล่าง สุดท้ายมาจบที่สลาลม โยกซ้าย-ขวา-ซ้าย ทุกอย่างทำได้แบบสบายมือ
รอบสองเปลี่ยนเป็นโหมดสปอร์ต สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจน คือเสียงสังเคราะห์หายไป อัตราเร่งที่กระชับกระฉับกระเฉงมากขึ้น กดคันเร่งเบาๆ เรียกความเร็วมาได้ทันอกทันใจ

ส่วนช่วงล่างมั่นใจกับโหมดนอร์มอลมากกว่า ด้วยเพราะโหมดสปอร์ตมีอาการย้วยให้ได้รู้สึกเล็กๆ
แม้จะทดลองขับกันเบาๆ พอเป็นน้ำจิ้มในสนาม แต่ก็สามารถแสดงสมรรถนะออกมาได้พอสมควร
ใครที่สนใจแวะไปสัมผัส และทดลองขับได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ซึ่งจัดถึงวันที่ 5 เม.ย.นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ส่วนหลังจากนั้นสอบถามรายละเอียดกับโชว์รูมใกล้บ้าน หรือช่องทางออนไลน์ของมาสด้ากันดู
กิตติพงศ์ ศรีเจริญ