เป็นค่ายรถที่ประเดิมตลาดรถอีวีในบ้านเรารายแรก เมื่อหลายปีที่ผ่านมา จนทำให้ชื่อชั้น MG เป็นที่รู้จักในฐานะยนตรกรรมที่เน้นเทคโนโลยีแห่งอนาคต จากนั้นเป็นต้นมา MG ได้นำรถอีวีอีกหลากหลายรุ่น เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง
และล่าสุดได้นำเจ้า MG URBAN ที่ผลิตจากโรงงานในบ้านเรา มาตรฐานระดับส่งออกยุโรป มาเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ให้กับนักเลงรถหัวใจสีเขียวไว้สำหรับใช้งาน

MG URBAN เป็นรถสไตล์แฮทช์แบ็ก 5 ประตู ขนาดกะทัดรัด จับกลุ่มลูกค้าที่เน้นใช้งานในเมือง ตรงกับชื่อรุ่นเป๊ะ และก่อนเปิดตัวพร้อมราคาอย่างเป็นทางการ ทีมงาน MG นำโดย ประชาสัมพันธ์หนุ่มมาดโอปป้า ‘สุภกิจ วิเศษไพฑูรย์’ แห่งเอ็มจี เซลส์ ประเทศไทย จัดให้ทดลองขับเบาๆ ในสตูดิโอ ที่จำลองเป็นเมืองเล็กๆ น่ารักๆ
ก่อนเริ่มทดลอง แนะนำฟังก์ชัน ฟีเจอร์เกี่ยวกับรถ เริ่มจาก แพลตฟอร์มพัฒนาขึ้นบน SAIC E3 PURE ELECTRIC PLATFORM สำหรับรถอีวีโดยเฉพาะ เพราะอยู่ในรูปแบบ “Cell-to-Body” ผสานโครงสร้างตัวถังและแบตเตอรี่เข้าเป็นหนึ่งเดียว ให้ความยืดหยุ่นสูง ลดจุดศูนย์ถ่วงเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ และยังช่วยให้ห้องโดยสารกว้างขึ้น

ออกแบบ ภายใต้แนวคิด “Gender Neutral & Trendy” ผสานความทันสมัย เข้ากับไลฟ์สไตล์ ด้านหน้าเพิ่มความหรูหราด้วยโลโก้เรืองแสง ซึ่งปกติจะมีอยู่บนรถระดับหรูเท่านั้น ไฟหน้า LED พร้อมระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
ไฟท้าย LED ดีไซน์ Union Jack ให้สมกับเป็นรถสายเลือดอังกฤษ ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน ติดตั้งระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง สปอยเลอร์หลัง และระบบเปิด-ปิดประตูท้ายไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ ระบบ V2L เปลี่ยนรถอีวีเป็นแหล่งจ่ายไฟ ให้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าสูงสุด 3.3 kW
ภายใน ตกแต่งสีทูโทน เทา-ดำ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง ปรับได้ 4 ทิศทาง เบาะนั่งหนังสังเคราะห์ ลายข้าวหลามตัด ฝั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมระบบเป่าลมเบาะคนขับ และเบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ (Multi-information cluster) ขนาด 7 นิ้ว หน้าจอสีระบบความบันเทิงแบบสัมผัส ขนาด 15.6 นิ้ว Interactive Ambient Light 256 เฉดสี

ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย 50 วัตต์ เชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธ พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB TYPE C จำนวน 3 จุดเบาะนั่งหลังพับ 60:40 มีช่องแอร์ให้สำหรับเบาะนั่งแถวหลัง หลังคากระจกพาโนรามิกเต็มแผ่น พร้อมม่านบังแดด
ขุมกำลังมีให้เลือก 2 แบบ จาก 3 รุ่นย่อย รุ่น STANDARD ให้พละกำลังสูงสุด 150 แรงม้า รุ่น MAX และ ULTRA ให้พละกำลังสูงสุด 160 แรงม้า ขณะที่แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร เท่ากันทุกรุ่น แบตเตอรี่แบบ Lithium-ion Phosphate (LFP) จาก CATL รุ่น STANDARD ความจุ 42.8 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 435 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง รุ่น MAX และ รุ่น ULTRA ความจุ 53.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 530 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
ระบบความปลอดภัยใส่มาเต็มพิกัด รวมถึงระบบช่วงเหลือการขับขี่ Advanced Driver Assistance System (ADAS) ระดับ L2 +Auto Parking Assistance ผสานการทำงานจากเซ็นเซอร์ กล้อง และเรดาร์รอบคัน 21 ตำแหน่ง

อธิบายเสร็จสรรพ ให้ทดลองขับตามรูปแบบที่จัดไว้ ได้เป็นรุ่น ULTRA คือตัวท็อปสุด เริ่มจากการขับเข้าที่แคบ ซิกแซ็กซ้าย-ขวา เพื่อให้เห็นถึงความคล่องตัว แน่นอนว่าด้วยขนาดตัวที่กะทัดรัด ช่วยให้การเปลี่ยนเลนไปมาทำได้อย่างสบายมือ แต่หากไม่แน่ใจว่าจะพ้นหรือไม่ เปิดใช้กล้องรอบคันแบบ 3 มิติ เปิดดู เพื่อเพิ่มความมั่นใจก็ยังได้
ต่อกันกับการเลี้ยวในที่แคบ เพราะ MG เคลมว่าวงเลี้ยวของเจ้า URBAN คันนี้อยู่ที่ 5.2 เมตร จำลองการเลี้ยวแบบชนิดแทบจะหักศอก ดูจากสายตาน่าจะต้องถอยสักครั้งเพื่อให้พ้น ค่อยๆ เลี้ยวเข้าไปด้วยใจระทึก สุดท้ายผ่านไปได้แบบชิล ชิล

สุดท้ายให้ลอง ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ ที่ทำได้ทั้งแบบเข้าซอง หรือขนานกับฟุตบาธ กดปุ่มสั่งการ ระบบจะเริ่มมองหาพื้นที่ว่างให้ เมื่อได้ตามที่ต้องการแล้ว ให้กดสั่งการอีกครั้ง จากนั้นผู้ขับขี่ปล่อยมือจากพวงมาลัย และเท้าจากคันเร่ง และเบรก ตัวรถจะจัดการให้แบบเสร็จสรรพ และแม้ช่องจอดจะดูคับแคบ แต่ระบบสามารถจอดได้แบบเนียนกริบ
แต่หากเจอที่จอดแคบมาก แบบจอดเสร็จน่าจะลงจากรถไม่ได้ สามารถเลือกใช้อีกหนึ่งฟังก์ชัน ที่มีเฉพาะรุ่น ULTRA คือ ระบบสั่งจอดอัตโนมัติระยะไกล ผ่านระบบ i-SMART PRO บนสมาร์ตโฟน และแน่นอนว่าสามารถสั่งให้รถออกจากที่จอดได้เช่นกัน ยืนรอสวยๆ ให้รถจัดการตัวเองอย่างสบายใจ

MG URBAN มีให้เลือก 5 สี คือ ม่วง (Lavender Purple), เบจ (Modern Beige), ขาว (Artic White) เทา(Andes Grey) และดำ (Pearl Black) ส่วนราคาอดใจไว้นิด วันที่ 17 มิ.ย.นี้ รับรู้พร้อมกันทั่วประเทศ