พอน โฮลดิ้ง ตัดสินใจร่วมทุน อาวดี้ ประเทศไทย หลังเจรจากว่า 50 ครั้งในรอบ 2 ปี มั่นใจศักยภาพตลาดอาเซียน ยังโตได้อีก พร้อมลุยตลาดพรีเมียมเต็มตัว
ใช้เวลาร่วม 2 ปี พบปะเจรจากันกว่า 50 ครั้ง จนตกผลึกในการร่วมทุนกัน ระหว่างพอน โฮลดิ้ง (Pon Holdings) กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จากเนเธอแลนด์ ที่เข้ามาถือหุ้น ไมสเตอร์ เทคนิค ผู้ทำตลาด และจำหน่ายรถยนต์ ‘อาวดี้’ ประโยคแรกจากบอสใหญ่ กฤษฎา ล่ำซำ ประธานกรรมการ และประธานคณะกรรมการบริหาร ไมสเตอร์ เทคนิค ในงานแถลงข่าว การร่วมทุนครั้งนี้

กฤษฎา ยอมรับว่า ช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เป็นความยากลำบาก เนื่องจากมีความเปลี่ยนแปลงรอบด้าน และอุตสาหกรรมยานยนต์มีการแข่งขันอย่างรุนแรง แน่นอนว่ากระทบกับการดำเนินธุรกิจของ อาวดี้ ประเทศไทยอย่างไม่ต้องสงสัย
ทำให้ต้องมองหาโซลูชั่น ที่จะทำให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง หนึ่งในนั้นคือการเลือกพันธมิตร เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง สุดท้ายมาได้ พอน โฮลดิ้ง เข้ามาร่วมทุน โดยถือสัดส่วนหุ้นที่ 75% และไมสเตอร์ เทคนิค ถือหุ้น 25%

พอน โฮลดิ้ง คือใคร เจอร์ราด แจนเซน ในฐานะ รองประธาน กลุ่มพอน ออโตโมทีฟ เล่าด้วยความภูมิใจว่า แม้จะเป็นกลุ่มบริษัทครอบครัว แต่ด้วยวิสัยทัศน์การทำธุรกิจ ที่เน้นความยั่งยืน ทำให้กลุ่มเติบโตมาได้อย่างต่อเนื่อง มีธุรกิจหลายอย่าง แต่ที่ใหญ่สุดคือการเป็นผู้ผลิตรถจักรยานแบรนด์ระดับโลก ราคาขายเริ่มตั้งแต่หลังหมื่น ไปจนถึง 2 ล้านบาท (ไม่ธรรมดาจริงๆ)
ขณะที่อุตสาหกรรมยนต์ พอน โฮลดิ้ง มีความเกี่ยวข้องกับออดี้ และกลุ่ม โฟล์กสวาเก้นมาอย่างยาวนาน กว่า 50 ปี ครองส่วนแบ่งการตลาดในเนเธอร์แลนด์ถึง 25% โดยมีการจำหน่ายรถยนต์ในเครือของ โฟลก์สวาเก้นปีละกว่า 100,000 คัน ต่อปี ส่วนอาวดี้ ทำยอดขายรวมทั้งหมดได้ 600,000 คัน สำหรับธุรกิจในต่างประเทศ ได้เข้าไปลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์ ในประเทศเวียดนาม ก่อนเข้ามาที่ประเทศไทย เพราะเชื่อมั่นว่าเป็นภูมิภาค ที่มีโอกาสเติบโตได้ดีกว่าภูมิภาคอื่น
แล้วจากนี้ไป อาวดี้ ประเทศไทย จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร กฤษฎา บอกอย่างมั่นใจว่า มีความแข็งแกร่ง และชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องของรถรุ่นใหม่ ที่จะนำเข้ามาทำตลาดได้เร็วกว่าเดิม เรียกว่าหากอาวดี้ ผลิตพวงมาลัยขวาเมื่อไหร่ ประเทศไทย จะเป็นประเทศแรกๆ ที่ได้นำเข้ามาจำหน่าย ประเดิมรุ่นแรก อาวดี้ New RS5 พวงมาลัยขวา ซึ่งประเทศไทยไทยได้สิทธิ์อยู่ในการผลิตล็อตแรกสุดจากโรงงานเยอรมนี ส่วนรุ่นอื่นๆ ที่อยู่ในช่วงปรับโฉมพอดี มีเข้ามาเพิ่มเติมแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น New Q7, New Q9 และอื่นๆ มาแบบฟาสต์แทร็กเช่นกัน

นอกจากรถรุ่นใหม่ที่มาเร็วแล้ว สิ่งที่กลุ่มพอน โฮลดิ้ง ให้ความสำคัญอย่างที่สุด ไม่ว่าจะทำตลาดอะไร ที่ไหนก็ตาม คือการใช้บริการนำการขาย เพราะเป็นสิ่งที่สามารถสร้างความประทับใจ จนทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำได้ในอนาคต แม้ปัจจุบัน อาวดี้ ประเทศไทย จะมีความแข็งแกร่งในด้านบริการหลังการขายอย่างมาก เพราะมีช่องซ่อมรวมอยู่ที่ 100 ช่องซ่อม รองรับการบริการลูกค้าจำนวน 8,000 คันได้สบายๆ มีศูนย์ฝึกอบรม Audi Academy ที่มีสถิติจำนวน Certified Trainer ด้านหลังการขายมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน การเข้ามาของ พอน โอลดิ้งเอง ช่วยเพิ่มศักยภาพ และอำนาจการต่อรอง รวมทั้งการบริหารจัดการอะไหล่ให้ดียิ่งขึ้น
ส่วนเป้าหมายในการเข้ามาร่วมทุนครั้งนี้ ระยะสั้น คือในปี 2570 เพิ่มยอดขาย อาวดี้ กลับไปที่ระดับ 4 หลัก (มากกว่า 1,000) จากก่อนหน้านี้ อาวดี้ไทยแลนด์เคยทำได้สูงสุด 1,300 คันต่อปี ขณะที่ระยะยาว มีเป้าหมายชัดเจนในใจ ว่าภายใน 10 ปี อาวดี้ ประเทศไทย จะเป็นอย่างไร แต่เบื้องต้นขอเดินไปที่ละสเต็ป เพื่อให้ก้าวย่างได้อย่างมั่นคง และแข็งแรง
ได้ยินแบบนี้แล้ว บอกเลยว่าตลาดรถพรีเมียมบ้านเรา เตรียมทะลักจุดเดือดอีกเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน