เคาะราคา แฮตช์แบ็กไฟฟ้า 100% “Chery Q” ราคาเริ่มต้น 469,900 บาท ลดพิเศษ 20,000 บาท ช่วงแนะนำ ถึง 31 ก.ค. นี้ หวังดันเป้า 1,000 คันต่อเดือน

นายจิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ เชอรี ประเทศไทย ผู้ผลิต และจำหน่ายรถยนต์ “เชอรี“ จากประเทศจีน เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นประเทศแรกนอกประเทศจีนในการเปิดตัว ‘Chery Q’ รถไฟฟ้ารุ่นล่าสุดของเรา ซึ่งโดดเด่นด้วยความคุ้มค่า เทคโนโลยีที่ทันสมัย และฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน เราเชื่อมั่นว่ารถรุ่นนี้จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดี พร้อมด้วยข้อเสนอพิเศษที่เตรียมไว้สำหรับลูกค้าในช่วงเปิดตัว
ทั้งการลดราคาพิเศษ 20,000 บาท ทุกรุ่น โดยในรุ่นเริ่มต้น Chery Q รุ่น Qlick ปกติ ราคา 469, 900 บาท เหลือ 449,900 บาท Chery Q รุ่น Qool จาก 499,900 บาท เหลือ 479,900 บาท และ Chery Q รุ่น Quint จาก 539, 900 บาท เหลือ 519,900 บาท พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ อาทิ การรับประกัน Lifetime Warranty (แบตเตอรีแรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน) ตลอดอายุการใช้งาน บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี เป็นต้น

แนวคิดการออกแบบ Square-Circle Design ที่สร้างสมดุลระหว่างเส้นสายทรงสี่เหลี่ยมและความโค้งมนได้อย่างลงตัว ผสานความน่ารัก ความทันสมัย และความสปอร์ตไว้ในคันเดียว การันตีด้วยรางวัล 2026 German Red Dot Product Design Award สาขา Product Design ไฟหน้าและไฟท้าย LED ลายเซ็นรูปตัว Q กระจกมองข้างสีทูโทน มือจับประตูแบบกึ่งซ่อน ประตูท้ายไฟฟ้า และ Electric Frunk พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้าพร้อมระบบเปิด–ปิดไฟฟ้า
หน้าจอสัมผัสขนาด 15.6 นิ้วรองรับการเชื่อมต่อ และเป็นชุดควบคุมการใช้งาน เช่นการพูดออกลำโพงนอกตัวรถ เพื่อสื่สารกับคนเดินถนน หรือการใช้เสียงแวดล้อม อาทิ เสียงร้องของปลาวาฬ เพื่อสร้างความแตกต่าง อีกทั้งไม่เป็นมลพิษทางเสียงด้วย ระบบความปลอดภัย ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ (ADAS) 21 ฟังก์ชัน
นอกจากนี้ ยังมีระบบช่วยจอดอัตโนมัติได้หลากหลายรูปแบบอีกด้วย แบตเตอรี่ LFP ความจุ 41.278 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จเร็วแบบ DC จาก 30% ถึง 80% ภายในเวลาประมาณ 16.5 นาที

มั่นใจว่าด้วยดีไซน์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน ที่ให้มากที่สุดในรถเซ็กเมนต์เดียวกัน จะทำให้ได้รับความสนใจจากลูกค้าคนไทยเป็นอย่างดี ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่เดือนละ 1,000 คัน สามารถส่งมอบได้ตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค. เป็นต้นไป โดยเบื้องต้น เป็นการนำเข้าจากประเทศจีน และภายในปลายปีนี้ จะเริ่มประกอบที่โรงงานในประเทศไทย
สำหรับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าคนไทย จากนี้ไปจะมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง เพิ่มจำนวนรุ่นรถ ที่เป็นพลังงานทางเลือกเข้ามาทำตลาดมากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากร โดยได้ใช้เงินลงทุน 34 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านเทคนิค และงานบริการหลังการขาย (Training Center) ภายในไตรมาส 4 ปีนี้ พัฒนาบุคลากรให้กับโชว์รูม และศูนย์บริการทั่วประเทศ ที่ปัจจุบันมีอยู่ 55 แห่ง และจะเพิ่มเป็น 70 แห่ง ภายในสิ้นปีนี้