เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อยเลย กับการเปิดตัว ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ด้วยรูปลักษณ์ที่ดีไซน์ได้โฉบเฉี่ยว ให้อารมณ์สปอร์ต จนโดนใจใครหลายคน
เริ่มแรกทีเดียว ฮอนด้า ซิตี้ เป็นรถที่พัฒนาเพื่อตลาดประเทศไทยโดยเฉพาะ เจเนอเรชั่นแรก เปิดตัวเมื่อปี 2539ถึงวันนี้เข้าขวบปีที่ 30 พอดิบพอดี

เพื่อให้ได้เห็นถึงสมรรถนะการขับขี่ ทีมงานการตลาด และประชาสัมพันธ์ ฮอนด้า จึงได้จัดทริปทดสอบฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ จัดมาครบทุกไลน์อัพ ทั้งแบบซีดาน และแฮตช์แบ๊ก เครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ และไฮบริด e:HEV จากจ.กระบี่ ไปจ.ภูเก็ต
ช่วงแรกได้ทดสอบ ฮอนด้า ซิตี้ e:HEV RS ซึ่งเป็นตัวท็อป ให้น้องร่วมคันเป็นผู้ทดสอบไปก่อน แล้วไปนั่งเป็นเซเลบริตี้ทดสอบเบาะหลัง ส่วนช่วงสองได้ทดสอบ ฮอนด้า ซิตี้ เทอร์โบ รุ่น S หรือรุ่นเริ่มต้น ตรงนี้ ‘ข่าวสด ยานยนต์’ อาสาเป็นผู้ทดสอบ

ก่อนออกเดินทาง ทีมงานแนะนำข้อมูลว่ามีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง เริ่มจาก กระจังหน้าดีไซน์ใหม่สีดำ กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าแบบ LED หน้ารถดูเด่นขึ้น ด้วยไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (DRL) แบบ Connecting Light ที่ลากยาวเต็มความกว้างตัวรถ ไฟท้าย LED ดีไซน์โคมใสแบบ Clear Lens ทันสมัย และมองเห็นชัดเจน โลโก้ H Mark แบบ 2 มิติ
นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดของแต่ละรุ่นย่อยที่แตกต่างกัน แต่ที่แยกให้เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือลายของล้ออัลลอย ที่ไม่เหมือนกันเลยสักรุ่น
ขณะที่ทุกรุ่นย่อยติดตั้ง Honda SENSING มาให้พร้อม ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่

พร้อมเดินทาง แต่ก่อนเข้าไปนั่งเบาะหลัง แม้จะเป็นรถขนาดกะทัดรัด แต่ภายในห้องโดยสาร ไม่ได้รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย ทั้งพื้นที่เหนือศรีษะ พื้นที่วางขา มีมาให้มากพอ ช่องแอร์แนวตั้งแยกซ้าย-ขวา พร้อมช่องชาร์จไฟ USB Type C
ช่วงล่างให้ความนุ่มนวลระดับหนึ่ง ไม่กระโดดกระเด้ง เวลาผ่านหลุม หรือถนนขรุขระ จังหวะเปลี่ยนเลน เข้าโค้ง แรงเหวี่ยงน้อยมาก แม้น้องนักทดสอบจะทดสอบบนความเร็วสูง จะมีที่ขัดใจเล็กๆ คือเสียงของเครื่องยนต์ และมอเตอร์ เวลาเพิ่มความเร็ว เค้นกำลัง ที่เข้ามาในห้องโดยสารค่อนข้างชัดเจน

ถึงจุดเปลี่ยนคนขับ เปลี่ยนรถ ขึ้นขับรุ่น S แฮตช์แบ๊ก รุ่นเริ่มต้น ภายในตกแต่งเรียบง่าย หน้าจอกลางขนาด 8 นิ้ว แนบอยู่กับคอนโซลหน้า ไม่ลอยเด่นออกมาเกะกะสายตา เหมือนรถหลายรุ่นในปัจจุบัน จอแสดงข้อมูลเป็นแบบเข็มทั้งความเร็ว และวัดรอบ
พวงมาลัย มัลติฟังก์ชั่น และหัวเกียร์ วัสดุโพลียูรีเทน ไม่นุ่มมือเหมือนหุ้มหนัง แต่บอกเลยว่าทนทานทายาด แอร์แมนนวล เบาะนั่งผ้า เบรกมือแมนนวล ใช้งาน และดูแลรักษาง่าย
เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO 3 สูบ 12 วาล์ว ตอบสนองได้ดีตั้งแต่ตีนต้น ด้วยกำลังสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 – 4,500 รอบต่อนาที ออกตัวจี๊ดจ๊าดสะใจ

ช่วงล่างหนึบแน่น แม้อยู่บนย่านความเร็วสูง ไม่มีอาการสั่นไหวให้ได้เห็น ความนุ่มนวลดูเหมือนจะน้อยกว่า ตัว e:HEV ซีดานอยู่พอประมาณ ซึ่งไม่แปลกใจ ด้วยบุคลิกรถที่แตกต่างกันอย่างค่อนข้างชัดเจน
แต่การเข้าโค้ง ลองเข้าด้วยความเร็วเพื่อดูอาการ จับได้ว่าตัวรถยังไม่ค่อยกระชับสักเท่าไหร่ จากนั้นลองเปลี่ยนไปใช้เกียร์ S หรือสปอร์ต สิ่งที่ได้นอกจากกำลังเครื่องยนต์ ที่เร่งได้ดุดันขึ้นแล้ว ยังรู้สึกถึงการเข้าโค้งที่กระชับ เข้า-ออกโค้งได้ไวขึ้น ประกอบกับพวงมาลัยที่มีความคมอยู่พอตัว เพิ่มความสนุกในการขับขี่ขึ้นอีกเป็นกอง

ช่วงท้ายต้องวิ่งฝ่าเมืองที่คลาคล่ำไปด้วยรถใหญ่น้อย เพราะเป็นเวลาเลิกงานพอดี อาศัยความคล่องตัว ด้วยขนาดกะทัดรัด หลบหลีกเพื่อนร่วมทางได้อย่างสบายมือ
ค่าตัวของเจ้า ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ รุ่น S แฮตช์แบ๊ก ที่ทดสอบครั้งนี้อยู่ที่ 579,000 บาท ไปจนถึงรุ่น e:HEV RS กับราคา 749,000 บาท แวะไปทดลองขับที่โชว์รูม ฮอนด้า ว่าถูกจริตรุ่นไหนมากกว่ากันได้แล้วตั้งแต่วันนี้
กิตติพงศ์ ศรีเจริญ