เลกซัส ES ใหม่ ขุมพลัง‘ไฮบริด’-ไฮเทครอบคัน

นายมิจิโนบุ ซึงาตะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย มร.ยูกิฮิโระ คิโตะ ผู้ช่วยหัวหน้าทีมวิศวกร เลกซัส ES เลกซัส อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และ นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมแถลงข่าวแนะนำ เลกซัส ES ใหม่

เลกซัส ES (Executive Sedan) ยนตรกรรมซีดานหรูขนาดกลาง ES ใหม่ เจนเนอเรชั่นที่ 7 คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ด้วยความสมบูรณ์แบบที่เหนือกว่าเดิมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบภายนอก ด้วยเส้นสายที่ดูสปอร์ตเร้าใจ เสริมความเฉียบคมให้เข้ากับความหรูหราอย่างลงตัว สมรรถนะการขับขี่อันสมบูรณ์แบบ

ออกแบบภายใต้แนวคิด “ความสง่างามอันเร้าใจ” เส้นสายจากหลังคาที่ลากมาบรรจบบริเวณช่วงท้ายของตัวรถ สร้างสัดส่วนที่สมดุล และทำให้ตัวรถดูกว้างและราบต่ำ การออกแบบด้านหน้ารถที่เฉียบคม และด้านข้างที่มีมิติ ทำให้เลกซัส ES ดูทรงพลัง เชิญชวนให้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ

กระจังหน้าแบบ Spindle grille เสริมความโฉบเฉี่ยว ด้วยไฟหน้าแบบ LED และไฟ DRL (Daytime Running Light) รูปตัว L เปล่งประกายความแตกต่าง ไม่เหมือนใคร กลมกลืนกันกับชุดไฟท้าย LED รูปตัว L ที่ตอกย้ำตัวตนแห่งเลกซัสให้ยิ่งชัดเจน

ไฟหน้าแบบ Ultra compact 3-eye LED headlamps ดีไซน์เรียบหรูกะทัดรัด ครบทั้งรูปลักษณ์ที่สวยหมดจดและ การกระจายแสงที่ดีเยี่ยม มาคู่กับไฟเลี้ยวแบบ Sequential ที่ให้ลำแสงวิ่งเป็นเส้นต่อเนื่อง ตามทิศทางการเลี้ยว

ไฟท้าย LED ดีไซน์รูปทรงตัว L ตอกย้ำตัวตนของเลกซัสให้ยิ่งชัดเจน ออกแบบให้มีมิติและความลึก ไม่เพียงเพื่อสร้างความแตกต่าง แต่ยังช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนจากระยะไกลแม้ในความมืด

Hands-free power trunk lid แม้ว่าจะถือสัมภาระเต็มมือ เพียงแค่มีกุญแจไฟฟ้า ก็สามารถเปิดปิดฝากระโปรงท้ายได้อย่างอัตโนมัติ โดยแค่ขยับเท้าบริเวณใต้กันชนด้านหลังเท่านั้น

ห้องโดยสารออกแบบเพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุด พร้อมจัดวางฟังก์ชั่นต่างๆ โดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง มาตรวัด/จอแสดงผล EMV หน้าจอ EMV ขนาด 12.3 นิ้ว จะแสดงผลการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ ระบบเสียง และข้อมูลอื่นๆ และจะแสดงข้อมูล ตามฟังก์ชันที่เลือกร่วมกันกับจอแสดงผลออพติตรอนแบบ TFT (Thin Film Transistor) ขนาด 7 นิ้ว

ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS (Electric Power Steering) การใช้ระบบบังคับเลี้ยวแบบขนาน ทำให้การควบคุมพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้าทำได้อย่างเฉียบคม

วางตำแหน่งของปุ่มควบคุมต่างๆ ให้อยู่ในระยะที่สั่งการได้ง่าย ลดความจำเป็นในการเปลี่ยนท่านั่งหรือเสียสมาธิจากการขับขี่ นอกจากนั้นจอแสดงผล EMV จะแสดงข้อมูลอาทิเช่น แผนที่แบบเต็มจอ โดยไม่รบกวนการเข้าถึงข้อมูลของผู้ขับขี่แม้ในขณะแสดงผลทั้งเมนูและแผนที่พร้อมกัน

ระบบควบคุมเสียงรบกวนแบบแอคทีฟ ปรับระดับการตัดเสียงรบกวนโดยใช้ไมโครโฟนเป็น ตัวดักจับเสียงจากเครื่องยนต์ เพื่อวัดระดับว่าต้องควบคุมเสียงรบกวนมากแค่ไหน โดยระบบจะปล่อยคลื่นเสียงที่ตรงข้ามกับคลื่นเสียงจากเครื่องยนต์ออกมาทางลำโพงเพื่อหักล้างกัน จึงเพิ่มความเงียบให้ห้องโดยสารได้เต็มที่

รีโมทควบคุมแบบสัมผัส ออกแบบมาให้คุณควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ในรถได้เหมือนกับการใช้สมาร์ทโฟน โดยคุณสามารถลากนิ้วเพื่อเลื่อนเคอร์เซอร์ไปตามเมนูที่ต้องการใช้งาน และสามารถย่อและขยายภาพในหน้าจอได้อย่างต่อเนื่อง

เบาะนั่งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้าปรับหนุนหลังได้ 4 ทิศทาง พนักพิงของเบาะนั่งคู่หน้าถูกออกแบบมาให้แยกท่อนล่างและท่อนบนออกจากกัน เพื่อสร้างความต่อเนื่องจากเบาะนั่งมายังคอนโซลและที่พักแขน มีสวิตช์ควบคุมที่ปรับได้ทั้ง 4 ทิศทางทั้งแนวตั้งและแนวนอน


แผงควบคุมอเนกประสงค์บริเวณที่วางแขนกลางเบาะหลัง เบาะหลังของเลกซัส ES มาพร้อมที่วางแขนตรงกลางเบาะติดตั้งที่วางแก้วเพื่อความสะดวกสบาย พร้อมแผงควบคุมที่ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถควบคุมระบบเครื่องเสียง ปรับเอนพนักพิง รวมทั้งสั่งการฟังก์ชันอื่นๆ ในรถได้อย่างง่ายดาย

เบาะนั่งตอนหลังปรันเอนด้วยไฟฟ้า เพิ่มความสบายยิ่งขึ้นด้วยเบาะนั่งตอนหลังที่ปรับเอนได้ถึง 8 องศา ด้วยสวิทช์ควบคุมแบบไฟฟ้าที่สะดวกสบาย (*สำหรับเกรด Premium เท่านั้น)

ระบบควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะ Lexus Climate Concierge แบ่งการดูแลอุณหภูมิออกเป็น 3 ส่วนแยกจากกัน

ขุมพลังเครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2.5 ลิตร (A25A-FXS) พัฒนาใหม่ล่าสุด ระบบไฮบริดเจนเนอเรชั่นใหม่ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ที่เล็กลง น้ำหนักเบา ภายใต้ระบบการควบคุมที่ละเอียดซับซ้อน เพื่อสร้างอัตราเร่งอันราบลื่น เป็นธรรมชาติ ตอบสนองได้ทันทีเมื่อแตะคันเร่ง

เทคโนโลยีความปลอดภัยระดับโลก LEXUS SAFETY SYSTEM+ อาทิ

ระบบป้องกันก่อนการชน Pre-crash Safety System เรดาร์และกล้องที่ตัวรถจะคอยประเมินสถานการณ์ว่าอาจเกิดการชนคนหรือผู้ขับขี่จักรยาน หรือรถคันอื่น ๆ หรือไม่ หากมีความเสี่ยงจะชนระบบจะส่งสัญญาณเตือนคนขับพร้อมช่วยกระตุ้นแรงเบรกเพิ่มเมื่อผู้ขับเหยียบเบรก หรือหากผู้ขับไม่เหยียบเบรกเมื่อมีสัญญาณเตือนระบบจะทำการเบรกเองโดยอัตโนมัติ

ระบบช่วยรักษาช่องทางวิ่ง Lane Keeping Assist (LKA) ระบบจะทำการส่งสัญญาณสั่นเตือนที่พวงมาลัย พร้อมกับแจ้งเตือนบนจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ในทันที เมื่อตรวจพบว่ารถยนต์มีการขับข้ามเลนโดยไม่เปิดสัญญาณไฟเลี้ยว และยังช่วยประคองพวงมาลัยเพื่อไม่ให้รถออกนอกเลน

ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ Adaptive High-beam System (AHS) ระบบจะตรวจจับแสงไฟจากไฟหน้าของรถที่สวนมา, ไฟท้ายของรถคันหน้า และแสงสว่างจากพื้นที่โดยรอบ เมื่อระบบตรวจพบว่ามีรถวิ่งสวนเข้ามาในระยะรัศมีความสว่างของไฟสูง หลอดไฟ LED ทั้ง 24 ดวงของแต่ละฝั่งจะถูกดับลงและเปิดขึ้นใหม่อัตโนมัติ เพื่อปรับแต่งการส่องสว่างไปยังบริเวณต่างๆ อย่างเหมาะสม โดยระบบจะเลือกตัดลำแสงไฟเพียงบางส่วน เพื่อไม่ให้รบกวนสายตาผู้ที่ขับรถสวนทางมา

ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผัน Dynamic Radar Cruise Control นอกจากจะช่วยรักษาความเร็วให้คงที่โดยไม่ต้องเหยียบคันเร่งแล้ว ระบบจะตรวจวัดระยะห่างจากรถคันหน้าด้วยเรดาร์และกล้องบริเวณหน้ารถพร้อมลดและเพิ่มความเร็วอัตโนมัติให้สอดคล้องกับรถคันหน้า เพื่อคงระยะห่างที่ปลอดภัยอยู่เสมอ ฯลฯ

ด้านนายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ กล่าวว่า กลยุทธ์การตลาด จะเริ่มจากสร้างการรับรู้ของการเปิดตัวรถเลกซัส ES ใหม่สู่สาธารณชน ในระหว่างวันที่ 17-19 สิงหาคม ณ ห้างเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ รวมถึงกิจกรรมโรดโชว์ร่วมกับห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างๆ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมทดลองขับเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างความมั่นใจต่อสมรรถนะการขับขี่ ในวันที่ 22 กันยายนนี้ที่ Toyota Driving Experience Park

เลกซัส ES ใหม่ มีสีภายนอก 10 สี พร้อม 2 สีใหม่ Ice Ecru และสี Sunlight Green มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย

ES 300h รุ่น Luxury 3,590,000 บาท

ES 300h รุ่น Grand Luxury 3,760,000 บาท

ES 300h รุ่น Premium 4,190,000 บาท

พร้อมรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดสำหรับรถยนต์เลกซัสทุกรุ่น 10 ปีไม่จำกัดระยะทาง