เมื่อครั้งที่บิ๊กบอส โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ‘อากิโอะ โตโยดะ’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บินลัดฟ้ามาประกาศก้องกลางเวทีแถลงข่าวครบรอบ 60 ปี การดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เมื่อปลายปีก่อน
นอกจากการเฉลิมฉลอง พร้อมให้คำมั่นสัญญาในการดำรงอยู่และพัฒนาตลาดบ้านเราไปพร้อมๆ กัน แล้ว อีกพันธกิจหนึ่งที่ให้ความสำคัญและจำเป็นเร่งด่วน

นั่นคือการมุ่งสู่เป้าหมาย “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Carbon Neutrality) เพื่อช่วยลดมลพิษทางอากาศ รวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากยานพาหนะที่ผู้คนใช้ในการเดินทาง
ด้วยการเร่งพัฒนายานยนต์รักษ์โลก ซึ่งไม่ได้มุ่งไปที่เทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง แต่ให้ความสำคัญ กับทุกเทคโนโลยีที่มีความเป็นไปได้ในปัจจุบัน
และต้องเหมาะสมกับโครงสร้างพื้นฐาน ที่หมายรวมตั้งแต่ความสามารถในการผลิตยานยนต์ ผลิตพลังงาน สถานีให้บริการพลังงาน ลักษณะภูมิศาสตร์ รูปแบบถนน ความสะดวกสบายในการใช้งาน

โดยได้นำ คอมเมอร์เชียล เจแปน พาร์ทเนอร์ชิป เทคโนโลยี คอร์ปอเรชั่น Commercial Japan Partnership Technologies Corporation (หรือ CJPT) บริษัทภาคีร่วมที่มี บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เป็นหัวเรือใหญ่ มีสัดส่วนโครงสร้างแหล่งเงินทุน 70% ของเงินทุน 10 ล้านเยน ได้ผู้บริหารฝีมือดี ฮิโรกิ นากาชิมา เป็นประธาน
ร่วมกับบริษัท อีซูซุ มอเตอร์ จำกัด, บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น, และบริษัท ไดฮัทสุ มอเตอร์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท ฮีโน่ มอเตอร์ส จำกัด ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนเม.ย. 2564 มาต่อยอดองค์ความรู้ในบ้านเรา

ด้วยการจัดกิจกรรม “งานแสดงนวัตกรรมยานยนต์ เพื่อความเป็นกลางทางคาร์บอน” จัดแสดงยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีและพลังงานรูปแบบต่างๆ ให้ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นนอกประเทศญี่ปุ่น ด้วยเพราะประเทศไทยเป็นหนึ่งหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก
พร้อมทั้งให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทดสอบรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีต่างๆ ของแต่ละบริษัทเพื่อนำมาเป็นข้อมูลไปใช้ศึกษาวิเคราะห์ เจาะลึกการจัดการด้านพลังงาน (Energy Solution)

ทางเลือกด้านการขับเคลื่อน (Mobility Solution) เช่น การจัดสรรยานพาหนะตามเป้าหมายการใช้งานอย่างเหมาะสม และการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์
รวมไปถึงการบริการจัดการด้านข้อมูล (Data Solution) พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีที่ หลากหลาย ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน
ขึ้นรถโดยสารที่ใช้เทคโนโลยีฟิวเซล รถบัสไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจน จอดรออาคารด้านหน้า TOYOTA Alive Driving Park เพื่อนำไปส่งยังสนามทดสอบ ดีไซน์ล้ำ เสียงเงียบกริบ และไม่ปล่อยไอเสีย

เริ่มทดสอบด้วยการขึ้นขับรถบรรทุกเล็กที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล แน่นอนว่าเสียงเครื่องยนต์อันเป็นเอกลักษณ์ ดังก้องเข้ามาในห้องโดยสาร แต่กำลังที่เรียกมาใช้งานตอบสนองได้ค่อนข้างดีและต่อเนื่อง
ต่อกันที่รถบรรทุกเล็ก ฟิวเซล ด้วยเสียงที่เงียบ ช่วยลดความเครียดไปได้ระดับหนึ่ง แต่ดูเหมือนกำลังที่เรียกมาใช้งาน ตอบสนองได้ไม่ทันใจเท่าใดนัก ดูแล้วเหมาะกับการ ใช้งานส่งของในเมืองเป็นหลัก ถ้าต้องขึ้นเขาลงห้วย อาจจะยังไม่ตอบโจทย์เท่าใดนัก


ต่อกันด้วยการนั่งเป็นผู้โดยสารบนรถบรรทุกขนาดใหญ่ ทั้งที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลทั่วไปและฟิวเซล ถามว่าแตกต่างกันไหม คงตอบได้เรื่องของเสียงที่เงียบกว่ากันชัดเจน ส่วนกำลังและประสิทธิภาพการใช้งานได้คำตอบจากโชเฟอร์ว่าแทบไม่ต่างกัน
จากนั้นให้นั่งเป็นผู้โดยสารในรถแท็กซี่ที่เรียกว่าเจแปน แท็กซี่ ซึ่งเปิดตัวให้บริการครั้งแรกในงานมหกรรมกีฬาของมวลมนุษยชาติ โตเกียวโอลิมปิก เมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา แปลงร่างเป็นไทยแลนด์ แท็กซี่สีเขียว-เหลือง แบบแท็กซี่ส่วนบุคคล
ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1,500 ซีซี ใช้พลังงานก๊าซแอลพีจี และเทคโนโลยีไฮบริด ตอบโจทย์การใช้งานแท็กซี่ ที่ต้องขับทำมาหากินได้ต่อเนื่อง เติมก๊าซได้รวดเร็ว ขณะที่มลพิษต่ำลง เหมาะอย่างยิ่งกับการใช้งานในเมืองใหญ่

พื้นห้องโดยสารลาดต่ำและประตูหลังสไลด์ช่วยให้การขึ้นลงทำได้อย่างสะดวก รวดเร็วไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่สูงอายุ เบาะนั่งปรับเพื่อรองรับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ได้อย่างสะดวก
จากที่เข้าไปลองนั่ง แม้จะไม่กี่นาที แต่สิ่งที่รู้สึกได้คือ ความโปร่ง โล่งสบาย ด้วยหลังคาที่สูง และพื้นที่วางขาที่มีให้มากมาย ติดแค่เรื่องเบาะนั่งที่ดูเหมือนเทไปด้านหน้าเล็กน้อย พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย กว้างพอใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 2 ใบสบายๆ
แต่แท็กซี่เวอร์ชั่นนี้ยังไม่สามารถใช้งานในบ้านเราได้เพราะติดข้อกำหนดที่ว่ารถแท็กซี่สาธารณะต้องใช้เครื่องยนต์ขนาด 1,600 ซีซี ขึ้นไป รวมถึงมิติตัวรถ หากข้อกำหนดที่ว่าได้รับการปรับเปลี่ยนคงได้เห็นวิ่งกันเกลื่อนเมือง
ทดสอบต่อกับรถตู้เล็ก K-Car ที่นิยมอย่างมาก สำหรับเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพ ในประเทศญี่ปุ่น ที่ส่งสินค้าไม่ได้หนักและเยอะมาก ด้วยขนาดตัวกะทัดรัด ทำให้มีความคล่องตัวสูง เหมาะที่จะซอกแซกเข้าซอยแคบในเมือง
แต่เห็นเล็กๆ อย่างนี้ ความสามารถในการบรรทุกไม่ได้น้อยน่ะ จัดเรียงให้เป็นระเบียบ ใส่กล่องขนาดมาตรฐาน ที่จัดส่งร้านสะดวกซื้อได้ 25 กล่องเลยทีเดียว ขณะที่เครื่องยนต์ขนาด 650 ซีซี ประหยัดน้ำมัน และปล่อยไอเสียน้อยกว่า เพียงแต่ต้องเปลี่ยนทัศนคติคนไทยว่าเครื่องยนต์ขนาดเท่าไหร่ไม่สำคัญ เท่ากับความสามารถในการใช้งานได้จริง
สุดท้ายมาถึงไฮไลต์ของงานนี้ รถปิกอัพพลังงานไฟฟ้า 100% ไฮลักซ์ BEV ที่อยู่ระหว่างเตรียมการผลิต เพื่อจำหน่ายในบ้านเราเร็วๆ นี้ รูปทรงภายนอกแทบไม่ต่างจากรถปิกอัพที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน อ้อนแอ้นขึ้นหน่อย กับกระจังหน้าค่อนข้างปิดทึบ
ขึ้นนั่งตำแหน่งคนขับ โดยรวมคล้ายรถปิกอัพหัวเดี่ยวทั่วไป จะมีที่แตกต่างคือ คันเกียร์ที่หายไป กลายเป็นปุ่มกลมให้หมุนเลือกตำแหน่งเกียร์แทนเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป ตรงนี้เสียดายเพราะเหมือนขาดอารมณ์รถปิกอัพไปหน่อย
จุดเด่นเสียงเงียบ กับกำลังที่เรียกมาใช้งานได้ทันท่วงที เป็นเพียงคันเดียวที่ทดสอบในวันนั้น ทำอัตราเร่ง 0-60 ก.ม.ต่อช.ม.ได้ตามระยะทางที่กำหนด ช่วงล่างนิ่มนวลขึ้นเล็กน้อยช่วยลดความเหนื่อยล้า ขณะที่ พวงมาลัยไฟฟ้าคม และเบา เข้าโค้งด้วยการประคองเบาๆ ไม่ต้องหมุนกันจนกล้ามขึ้น น่าจะถูกใจคุณผู้หญิงที่ใช้งานในเมือง
กิจกรรมครั้งนี้นอกจากจะเป็นการโยนหินถามทางแล้ว ยังได้นำเสนอเทคโนโลยีที่หลากหลาย เพื่อให้ทุกฝ่ายได้มองเห็นทางเลือกที่เหมาะสมกับแหล่งพลังงานและพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้าได้เป็นอย่างดี
เปิดใจประธาน‘ฮิโรกิ นากาชิมา’
กับภารกิจสุดหินเหมือนเดินขึ้นเขา

นายฮิโรกิ นากาชิมา ประธานคอมเมอร์เชียล เจแปน พาร์ทเนอร์ชิป เทคโนโลยี คอร์ปอเรชั่น Commercial Japan Partnership Technologies Corporation หรือ CJPT กล่าวว่า การจัดตั้ง CJPT นี้ มีวัตถุประสงค์มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ด้วยความร่วมมือกันของผู้ผลิตยานยนต์ค่ายต่างๆ ไม่ใช่เพื่อการแข่งขันกัน ที่ผ่านมามีการปรึกษาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กันอย่างต่อเนื่อง เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่มากในปัจจุบัน
“วันนี้ถือเป็นก้าวแรกที่ยากลำบากเพราะเหมือนเดินขึ้นภูเขา แต่เราก็จะพยายามไปในถึงยอดเขาให้ได้ ด้วยการเสนอตัวเลือกที่เหมาะสม ตรงกับความมุ่งหวังของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี ไฟฟ้า ไฮโดรเจน หรือแม้แต่ก๊าซแอลพีจี ก๊าซซีเอ็นจี ได้ทุกอย่างหากช่วยให้มลพิษลดลง” นายฮิโรกิกล่าว
เรามุ่งมั่นที่จะตอบแทนสังคมด้วยการร่วมเดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิต ผ่านการนำเสนอรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงต่ำและให้ประสิทธิภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง โดยเราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับฟังความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ทดลองขับรถยนต์เหล่านี้ และพิจารณาวิธีการที่เหมาะสมในการประสานความร่วมมือกัน เพื่อมุ่งบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนต่อไป