กวาดสายตามองหารถ SUV แท้เครื่องยนต์ดีเซล ในบ้านเราวันนี้มีน้อยรุ่นเสียจริงๆ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องยนต์เบนซิน หรือไม่ก็รถไฟฟ้า 100% กันไปเลย
จะมีก็ค่ายหรูไม่กี่รุ่นที่ยังคงเป็นทางเลือก หนึ่งในนั้นมีเจ้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ GLC 220d 4 MATIC Avantgarde ว่าแล้วนำมาทดสอบกันสักหน่อย

นัดรับรถกันที่คลังรถทดสอบย่านสาทร รถพร้อมรออยู่แล้ว คันใหญ่เด่นตระหง่าน มองทีแรกคิดว่าอยู่บนถนนน่าจะอึดอัดพอควร
แต่พอขึ้นขับกลับพบว่ากลายเป็นความสบาย เพราะภายในห้องโดยสารโอ่โถง กระจกหน้าบานใหญ่ ประกอบกับความสูงของตัวรถช่วยเพิ่มทัศนวิสัยการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น

ด้วยตัวรถที่ค่อนข้างหนัก ถึงจะใส่เกียร์ D แล้วแต่ตัวรถยังไม่เดินหน้า จนกว่าจะลงน้ำหนักเท้าที่คันเร่ง ซึ่งถือว่าดีโดยเฉพาะมือใหม่ เพราะไม่ต้องกังวลว่ารถจะพุ่งจนคุมไม่อยู่เมื่อถอนเท้าจากแป้นเบรก
กำลังของเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ดีเซลแบบ 4 สูบเรียง พร้อมระบบอัดอากาศ turbochargers ขนาด 2.0 ลิตร ทำงานคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ ISG (Integrated starter generator) ที่มีแบตเตอรี่ขนาด 48V ให้แรงม้าสูงสุด 197 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตัน-เมตร
ช่วยให้การเร่งแซงทำได้อย่างราบรื่น แต่หากอยากเป็นสายมุดตรงนี้ไม่แนะนำ เพราะขนาดของตัวรถไม่อำนวยสักเท่าไหร่ ขนาดจอดติดไฟแดงมอเตอร์ไซค์ยังไม่กล้าแทรก ใหญ่เกือบเต็มเลน เหมาะที่จะขับไปแบบหล่อๆ นิ่งๆ ในแบบฉบับหนุ่มใหญ่ใส่ใจครอบครัว
ก่อนออกเดินทางมุ่งสู่ถ.รังสิต-นครนายก ในวันรุ่งขึ้น มีเวลาเดินวนดูรอบคัน ออกแบบภายใต้แนวคิด Sensual Purity ที่ผสานความสปอร์ตและหรูหราไว้ด้วยกัน

ดีไซน์ภายนอกแบบ AVANTGARDE Package ให้ความรู้สึกแข็งแรงบึกบึน ไฟหน้า LED high-performance แม่นยำยิ่งขึ้น และไฟท้ายแบบ LED ปรับแสงของไฟตามแสงภายนอกโดยอัตโนมัติ ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตแบบ Multi-spoke ขนาด 19 นิ้ว
ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน Generation ที่ 5 ระบบสัมผัส หน้อจอข้อมูลการขับขี่ขนาด 12.3 นิ้ว ปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ตามต้องการ

หน้าจอกลางขนาด 11.9 นิ้ว แสดงผลได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ สถานะของตัวรถ เพลง โทรศัพท์ และระบบช่วยเหลือการขับขี่
ระบบสั่งการด้วยเสียง Hey Mercedes หรือ สวัสดี เมอร์เซเดส สามารถสั่งการทำงานระบบต่างๆ อาทิ เพิ่ม-ลดเสียงวิทยุ ปรับอุณหภูมิแอร์
ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยระบบเข้าใช้งาน User profile แบบ Fingerprint scanner ที่ใช้ลายนิ้วมือยืนยันผู้ใช้งานในตำแหน่งคนขับ จดจำได้ 7 Users โดยระบบจะจดจำตำแหน่งที่นั่ง ไฟภายในห้องโดยสาร แผนที่ และการตั้งค่าต่างๆ ในทุกครั้งที่ใช้งาน
ขึ้นทางด่วนโทลล์เวย์ เพิ่มน้ำหนักที่คันเร่ง ตัวรถพุ่งไปข้างหน้าแบบไม่มีเหนื่อย ไม่มีท้อ 120-130-140 ก.ม.ต่อช.ม. วันนั้นจัดไปปริ่ม 180 ก.ม.ต่อช.ม. และยังมีให้เหยียบได้อีกไม่น้อยตามสเป๊กว่าไว้สูงสุด 219 ก.ม.ต่อช.ม. น่าจะเป็นไปได้ไม่ยาก
ผ่อนคันเร่งแล้วแต่ตัวรถดูเหมือนจะลดความเร็วลงค่อนข้างช้า ช้ากว่าปกติที่ควรเป็นของรถดีเซล ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะมีระบบไฟฟ้าเข้ามาช่วยขับเคลื่อน
นอกจากนี้ เสียงที่เข้ามาในห้องโดยสารค่อนข้างน้อย ไม่ว่าจะเสียงเครื่องยนต์ เสียงลม หรือเสียงล้อยางบดถนน เสียงลมกว่าจะมีเข้ามาให้ได้ยินผ่านจุดปราบเซียน 120 ก.ม.ต่อช.ม.ไปแล้วทุกครั้ง
บนย่านความเร็วสูง ช่วงล่างนิ่ง หากไม่เหลือบไปมองเข็มไมล์ไม่รู้เลยว่าอยู่ที่ความเร็วขนาดนี้กันเลยทีเดียว ลงพื้นราบเส้นรังสิต-นครนายก

ช่วงคลองต้นๆ เพื่อนร่วมทางแน่นขนัด อาศัยหลบหลีก แทรกซ้าย แซงขวา ไปตามทางที่มองเห็นแต่ไกลว่าควรไปอยู่เลนไหนถึงจะเดินทางได้ไวกว่ากัน
กว่าถนนจะเริ่มโล่ง ผ่านคลอง 6 ไปแล้ว แต่ก็ยังทำความเร็วสูงไม่ได้มากนัก ด้วยเพราะถนนมีหลุมบ่ออยู่เป็นระยะ ดีว่าช่วงล่างของเจ้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ GLC 220d 4 MATIC Avantgarde มีระบบช่วงล่างแบบ Comfort Suspension ทำให้รู้สึกถึงความนุ่มนวล แม้จะหลุมใหญ่แค่ไหนก็ไม่รู้สึกกระเด้งกระดอนแต่อย่างใด
แวะไปทดลองขับ รวมถึงพิสูจน์สมรรถนะ ฟังก์ชันการใช้งานว่าจะคุ้มค่าคุ้มราคากับค่าตัว 3.72 ล้านบาทหรือไม่ ได้ที่โชว์รูมเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั่วประเทศ
กิตติพงศ์ ศรีเจริญ