ครองใจมหาชนมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่เปิดตัวรถยนต์อเนกประสงค์ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นแรกเมื่อปี 2547 ก็ได้การตอบรับ ทำยอดขายอันดับ 1 ในเซ็กเมนต์รถ PPV มาอย่างต่อเนื่อง

เปลี่ยนรุ่นแปลงโฉมไปก็หลายครั้ง อย่างล่าสุด เพิ่มไลน์อัพใหม่ จัดรุ่นลีดเดอร์ เอส (LEADER S) ที่ปรับลดออปชั่นบางอย่างออกไป ที่ส่วนใหญ่เพื่อความหรูหรา แถมบางอย่างเกินความจำเป็น เน้นเป็นรถเพื่อใช้งาน

หลากหลาย

หวังขยายฐานลูกค้าให้กว้างมากขึ้น ไม่ว่าจะลูกค้าทั่วไป หรือกลุ่มองค์กร ราชการ เอกชน ไปจนถึงรถเช่า ด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น กับค่าตัว 1.239 ล้านบาท

นัดแนะกับผู้บริหารสาวอารมณ์ดี ‘แขไข’ สุชญา เชียรแกล้วกล้า รองผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารการตลาด และประชาสัมพันธ์ เข้าไปรับมาทดสอบ โดยรับรถที่โตโยต้า อะไลฟ์ สำนักงานใหญ่ ย่านบางนา ก.ม.3

หลากหลาย

 

ตัวรถมองผาดๆ ยังคงความอลังการในแบบฉบับฟอร์จูนเนอร์อยู่ แต่หากลงรายละเอียดแล้ว จะเห็นถึงความต่างอยู่พอสมควร กระจังหน้า กันชนหน้า เน้นความเรียบง่าย ไฟหน้าแบบ Bi-Beam LED พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน ไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED ไฟท้ายแบบ LED Light Guiding ใส่ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว

 

กดรีโมตเปิดประตูเข้าไปนั่งตำแหน่งคนขับ มองหาปุ่มกดสตาร์ตเครื่องยนต์ ซ้ายไม่มี ขวาไม่มี ใต้คอนโซลหน้าแบบบางรุ่น ไม่มี เอ๊ะแล้วอยู่ตรงไหน มองไปที่คอพวงมาลัย เห็นรูกุญแจ บรรจงกดดอกกุญแจให้เด้งขึ้นมาจากรีโมต แล้วเสียบเพื่อบิดสตาร์ต

หลากหลาย

ภายในห้องโดยสารเน้นความเรียบง่าย แต่ยังคงใส่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกไว้อย่างครบครัน หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto และยังใช้เป็นจอแสดงภาพเมื่อเข้าเกียร์ถอย โดยมีเส้นกะระยะมาให้พร้อม

หลากหลาย

แอร์เย็นฉ่ำสะใจในแบบฉบับของโตโยต้า ปรับอากาศอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา มีกรองฝุ่น PM2.5 เบาะนั่งหุ้มวัสดุผ้า สีดำ กลมกลืน กับแผงคอนโซลหน้าที่บุหนังสังเคราะห์สีดำล้วน ขณะที่แผงประตูบุด้วยผ้าสีดำ ช่องเสียบแบบ USB เบรกมือแบบก้านดึง บางคนว่าเชย แต่บางคนก็ว่าดี เพราะใช้งานง่ายดูเป็นธรรมชาติ

ออกเดินทางสายๆ วันธรรมดา เลือกใช้โหมดประหยัด เพราะเห็นแล้วว่ารถราหนาตาอยู่พอประมาณ แต่ด้วยตัวรถที่สูงใหญ่ ช่วยให้เห็นทัศนวิสัยด้านหน้าได้กว้างไกล เลือกไปในเลนที่ควรไปได้อย่างแม่นยำ

ช่วงออกตัวไม่ถึงกับแรงหลังติดเบาะ แต่ก็ไม่อืดเป็นเรือเกลือ ขึ้นทางด่วน เพื่อนร่วมทางยังคงมากอยู่ ดีว่าไม่มีน้องเล็กมอเตอร์ไซค์ให้ต้องหวาดระแวง ค่อยๆ เร่งแซงเก็บไปทีละคันสองคัน กว่าจะโล่งให้พอเติมความเร็วได้ ขึ้นเส้นกาญจนาภิเษกกันแล้วโน่น

หลากหลาย

ปรับเป็นโหมดสปอร์ต พร้อมเพิ่มน้ำหนักเท้าหนักขึ้น เพราะยังต้องเดินทางอีกกว่า 400 ก.ม. ไปจุดหมายปลายทางจ.พิษณุโลก แถมยังต้องรีบกลับในวันเดียว

กำลังจากเครื่องยนต์ ดีเซล 2.4 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้าที่ 3,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-2,000 รอบต่อนาที

ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ได้อย่างไหลลื่น เข็มไมล์ขยับขึ้นต่อเนื่อง ตัวรถมีความกระชับมากขึ้น ลองคิกดาวน์เพื่อเร่งแซง แม้จะไม่ถึงกับตื้อ แต่บางครั้งมาไม่ทันใจเท่ากับใช้เกียร์โหมดแมนนวล บวก-ลบ

หลากหลาย

พวงมาลัยบนย่านความเร็วสูง น้ำหนักดีไม่ตึงมือเกินไป ควบคุมไปในทิศทางที่ต้องการได้ดั่งใจ แต่ช่วงใช้ในเมืองดูเหมือนหนักมืออยู่สักหน่อย โดยเฉพาะช่วยออกตัว

ช่วงล่างให้ความมั่นใจได้ทั้งขณะที่ทำความเร็ว หรือเปลี่ยนเลนกะทันหัน ไม่มีอาการหลุดให้ได้เห็น ส่วนความนุ่มนวลมีมาให้ระดับหนึ่ง ตามสไตล์รถ PPV แต่ไม่ถึงกับกระด้างกระเด้งกระดอน

ไฟเตือนน้ำมันใกล้หมดโชว์ขึ้นมา เมื่อวิ่งไปได้ระยะทาง 799 ก.ม. อัตราสิ้นเปลือง 12.2 ก.ม.ต่อลิตร ถือว่าประหยัดอยู่พอตัว เพราะนอกจากความสูงใหญ่แล้ว ยังทำความเร็วสูงสุด ตามที่กฎหมายกำหนดแทบจะตลอดทาง

ใครที่มองหารถอเนกประสงค์ ที่ไม่ได้เน้นความหรูหรามากมาย หรือต้องมีเทคโนโลยีขั้นสุด กลับสู่สามัญ และยังขับได้เท่ๆ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ลีดเดอร์ เอส ถือเป็นตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว

กิตติพงศ์ ศรีเจริญ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน