เมื่อวันเปิดโชว์รูม บูติก ดีไซน์ ที่ปรับปรุงใหม่ ด้วยงบประมาณ 10 ล้านบาท ภายใต้แนวคิดมินิมอล ริซึ่ม ของแลนด์โรเวอร์ และดีเฟนเดอร์ ที่สยามพารากอน สะดุดตากับเจ้า ดีเฟนเดอร์ อ็อกต้า เอดิชั่น วัน (Defender OCTA Edition One) ที่จอดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางโชว์รูม

ด้วยดีไซน์ที่ดุดัน สไตล์ออฟโรดพันธุ์แท้ มาพร้อมการตกแต่งพิเศษรอบคัน ภายนอก ภายใน เครื่องยนต์ ช่วงล่าง พร้อมทั้งใส่เทคโนโลยีขั้นสุดเพื่อให้เป็นรถออฟโรดสายลุยที่ไปได้ในทุกเส้นทาง

ออกแบบภายนอกให้ดุดันบึกบึนกว่ารุ่นปกติ กระจังหน้าใหม่ บนและล่างสีดำเงา พร้อมช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ขึ้น ตราสัญลักษณ์ Defender คาร์บอนไฟเบอร์ ไฟหน้า LED Matrix พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ ติดตั้งราวหลังคาสีดำ หลังคาพาโนรามิก รูฟ

ขยายซุ้มล้อทำให้มีความกว้างเพิ่มขึ้น รวมถึงตัวรถที่สูงขึ้นกว่ารุ่นปกติ ทำให้เจ้าดีเฟนเดอร์ อ็อกต้า เอดิชั่น วัน สามารถลุยน้ำได้ลึกถึง 1 เมตรเลยทีเดียว กันชนท้ายมีการออกแบบใหม่พร้อมท่อไอเสีย 4 ท่อ เติมอารมณ์ให้ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น

ใต้ท้องรถติดตั้งแผ่นป้องกันการกระแทก อะลูมิเนียมอัลลอยเคลือบกราไฟต์ นอกจากช่วยกันกระแทกแล้วยังเติมความเท่ขึ้นอีกหลายขุม

ล้อขนาด 20 นิ้ว Style 1086 ลายพิเศษเฉพาะรุ่น สี Diamond Turned Satin Dark Tint พร้อมคอนทราสต์สีดำ Satin ติดตั้งยางขนาด 33 นิ้ว Goodyear Advanced All Terrain ใหญ่สุดเท่าที่มีมาใน Defender มาพร้อมดิสก์เบรกหน้าขนาด 400 ม.ม.ที่ปรับปรุงใหม่ และคาลิปเปอร์ Brembo สีบรอนซ์ฟอสเฟอร์ ฝาท้ายเปิดด้านข้าง ติดตั้งยางอะไหล่ที่ฝาท้ายตามแบบฉบับรถสายลุย

ภายในแบบ Signature หน้าจอสัมผัสขนาด 11.4 นิ้ว จอแสดงผลแบบอินเตอร์แอ๊กทีฟกับผู้ขับขี่ พวงมาลัยดีไซน์สปอร์ต

เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า 14 ทิศทาง พร้อมหน่วยความจำ และปรับอุ่นหรือเย็นได้ มาพร้อมตัวเลือกวัสดุหุ้มเบาะแบบใหม่ Ultrafabrics ที่ให้ความทนทานกว่าหนังทั่วไป 30% แบบเจาะรูสีน้ำตาลกากี/ไม้มะเกลือ

เบาะนั่งติดตั้งเทคโนโลยีเสียง Body and Soul พัฒนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ในอุตสาหกรรมดนตรีอย่าง SUBPAC และ Coventry University ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้าสัมผัสมิติเสียงดนตรีอย่างใกล้ชิด และสมจริงยิ่งขึ้น

ติดตั้งขุมกำลังเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบชาร์จ V8 4.4 ลิตร Mild hybrid ให้กำลังสูงสุด 635 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 750 นิวตัน-เมตร ขับเคลื่อนสี่ล้ออัตโนมัติ ทำความเร็วได้สูงสุด 210 ก.ม.ต่อช.ม. อัตราเร่งจาก 0-100 ก.ม.ต่อช.ม. ทำได้ในเวลา 4.0 วินาที

ระบบความปลอดภัยติดตั้งมาให้ครบครัน อาทิ ระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน รับรู้ทันทีเมื่อมีการเหยียบเบรกอย่างรวดเร็ว โดยเข้าไปเพิ่มแรงดันเบรก ทำให้ไม่ต้องกดแป้นเบรกหนัก ลดความเสี่ยงในการชน และไฟฉุกเฉินจะติดขึ้นอัตโนมัติ เพื่อให้เพื่อนร่วมทางได้รับรู้ว่ามีเหตุฉุกเฉิน

ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) ตัววัดการสึกหรอของผ้าเบรก ที่แจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนผ้าเบรก เป็นต้น

ช่วงล่าง 6D Dynamics แบบกึ่ง Active ปรับด้วยระบบไฮดรอลิก ช่วยลดการโคลงตัวของรถ และเพิ่มความนุ่มนวลในการขับขี่บนทางขรุขระ มาพร้อมโหมดการขับ OCTA ให้ลุยสไตล์ออฟโรดได้เต็มรูปแบบ

รีดสมรรถนะของตัวรถออกมาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ รวมถึงเข้าไปควบคุมระบบเบรก ABS และ Launch Control ทำให้ทั้งการออกตัวและเบรกบนเส้นทางออฟโรดเป็นเรื่องง่าย ผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้อย่างสบายมือ

เห็นข้อมูลขนาดนี้แล้วอยากเป็นเจ้าของ งานนี้กระซิบนิดหนึ่งว่าต้องรีบหน่อยเพราะประเทศไทยได้โควตามา 2 คัน และมีเจ้าของแล้ว 1 คัน เท่ากับเหลือว่างอยู่ 1 คัน กับค่าตัว 22 ล้านบาทถ้วนเท่านั้นเอง

แต่ถ้าคิดว่าไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น ดีเฟนเดอร์ยังมีเลือกใช้งานอีกหลายรุ่น กับราคาเริ่มต้น 6.999 ล้านบาท แวะไปชมและทดลองขับได้ที่โชว์รูมสยาม พารากอน และถ.พระราม 4 ได้ทุกวัน

กิตติพงศ์ ศรีเจริญ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน