รถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ถือได้ว่าเป็นรถที่เข้ามาลดช่องว่างระหว่างรถน้ำมันกับอีวี เหมาะกับใครที่อยากได้ฟีลขับแบบอีวี ประหยัดเพราะเสียบชาร์จไฟได้และไม่ต้องเป็นกังวลเมื่อยามต้องเดินทางไกล
มองไปในตลาดมีอยู่หลากหลายรุ่น แต่มาสะดุดตากับเจคู J7 SHS ด้วยรูปร่างหน้าตาและขนาดที่ดูโอ่อ่าน่าสนใจ สอบถามไปยังทีมงาน TQPR เอเยนซี่ที่ดูแลแบรนด์โอโมดา แอนด์ เจคู เพื่อนำมาทดสอบ ได้คำตอบว่าให้เข้าไปรับรถที่โอโมดา พระนคร ย่านอุดมสุข สุขุมวิท ได้ในทันที

เจคู J7 SHS ใช้เครื่องยนต์ 1.5L Turbo เกียร์ Dedicated Hybrid Transmission ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ในสเป๊กวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ 100 ก.ม. แต่ที่นำมาทดสอบไฟฟ้า 1% วิ่งได้ 1 ก.ม.นิดๆ สรุปขับไป 65 ก.ม. เมื่อเหลือไฟในแบตเตอรี่ต่ำกว่า 35% ตัดเข้าระบบไฮบริด ใครที่ใช้งานวันละไม่เกิน 60 ก.ม.แล้วชาร์จไฟทุกวันคือไม่ต้องใช้น้ำมันสักหยด
ใช้งานในเมืองใช้โหมดประหยัด และ EV ซึ่งมีปุ่มให้กดที่คอนโซลกลาง พร้อมเลือกความแรงการปั่นไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ไว้ที่ระดับต่ำสุด เพราะลองอีก 2 ระดับแล้วมีอาการหน่วงเวลากด-ถอนคันเร่ง กลัวว่าจะเกิดอาการเมารถด้วยกำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 310 นิวตัน-เมตร ช่วยให้หลบหลีกเร่งแซงได้อย่างทันใจ แถมยังมองการณ์ได้ไกลจากรูปร่างที่สูงใหญ่ ประเมินได้แม่นยำว่าควรอยู่เลนไหนถึงไปได้ไวกว่ากัน

ไหนๆ ได้รถขนาดใหญ่ วิ่งได้ไกล เพราะเจคูเคลมไว้ว่าเจ้า J7 SHS คันนี้เติมน้ำมันเต็ม 1 ถัง รวมกับไฟฟ้า 1 ชาร์จ วิ่งได้ 1,300 ก.ม. ว่าแล้วจัดไปมุ่งหน้าสู่จ.เพชรบุรี วิ่งเข้าเส้นกาญจนาภิเษก เพื่อนร่วมทางหนาตา แต่ยังพอขับตามกันไปอาศัยจังหวะแซงทีละคันสองคัน
จนเข้าเส้นถ.พระราม 2 พ้นจ.สมุทรสงครามไปแล้วเริ่มทำความเร็วได้ พอดีกับรถเข้าสู่ระบบไฮบริด ที่มีกำลังรวมกันสูงสุด 347 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 525 นิวตัน-เมตร ช่วยนำพาให้รถคันใหญ่วิ่งฉิวทางไกลได้สบายๆ
เลือกใช้โหมดสปอร์ต ให้ความรู้สึกถึงความกระชับมั่นคงมากขึ้น โดยเฉพาะบนย่านความเร็วสูง ช่วงแน่นหนึบขึ้นเมื่อเทียบกับโหมดประหยัด ความนุ่มนวลมีมาให้ในแบบฉบับรถ SUV
ขากลับยังไม่ถึงครึ่งทางฝนตกลงมาอย่างหนัก พักเดียวมีน้ำรอการระบายเต็มพื้นที่ จังหวะทำความเร็วเร่งแซงลงซ้ายมีแอ่งน้ำขวางอยู่ กำพวงมาลัยแน่นเพราะกลัวว่ารถจะเกิดอาการเหินน้ำ แต่ปรากฏว่านิ่งกริบ ไม่มีอาการแม้แต่น้อย

เอ๊ะ หรือจะบังเอิญ เจอแอ่งที่ 2 แอ่งที่ 3 ลองเข้าหนักๆ ดูอาการเหมือนเดิม ไม่มีความสั่นไหวให้ได้รู้สึก เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ฝ่าสายฝนได้อีกมากโข
แต่สิ่งหนึ่งที่น่าหนักใจคือกระจกหลังบานค่อนข้างเล็ก เวลามองผ่านกระจกมองหลังในเวลาฝนตกดูไม่ค่อยเคลียร์ ดีว่ากระจกมองข้างมีระบบไล่ฝ้า ทำให้มองเห็นชัดเจนเวลาเปลี่ยนเลน

ระบบความปลอดภัย ADAS 19 ฟังก์ชัน ระบบช่วยเตือนการชนด้านหน้าพร้อมเบรกฉุกเฉิน ระบบตรวจจับจุดอับสายตา ระบบป้องกันรถออกนอกเลน ที่มีทั้งเสียงเตือนและสั่นที่พวงมาลัย
ดีไซน์ภายนอก JAECOO 7 SHS ได้รับการออกแบบให้มีเส้นสายสไตล์โมเดิร์นคลาสสิค กระจังหน้าแนวตั้งให้ความรู้สึกถึงความบึกบึนพร้อมลุย

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง หน้าจอแสดงข้อมูลแจ้งสถานะต่างๆ ครบถ้วน แต่ตัวหนังสือเล็กไปหน่อย ดีว่ามี Head-Up Display ที่กระจกหน้า ทำให้ไม่ต้องละสายตาจากถนน
หน้าจอกลางระบบสัมผัสขนาด 14.8 นิ้ว รองรับความบันเทิง ดูหนัง ฟังเพลง หรือแม้แต่จะร้องคาราโอเกะก็ยังได้ หลังคาพาโนรามิกซันรูฟเปิดรับแสงธรรมชาติได้เต็มที่ ระบบชาร์จไร้สาย 50W ให้กำลังแรง หรือจะเสียบสายชาร์จ มีช่องให้พร้อมทั้ง USB และแบบที่จุดบุหรี่

ระยะทางที่ใช้ทดสอบครั้งนี้อยู่ที่ 478.8 ก.ม. น้ำมันในถังเหลือวิ่งได้อีก 630 ก.ม. น้อยกว่าที่เคลมไว้ แต่ก็ยังทะลุ 1,000 ก.ม. และยิ่งถ้าขับแบบปกติ ไม่ได้หวดหนักๆ แบบขับทดสอบ ตัวเลขน่าจะขยับเข้าไปใกล้ 1,300 ก.ม.ได้ไม่ยาก
ส่วนจะคุ้มกับค่าตัวในรุ่น Dynamic 899,000 บาท และรุ่น Max 999,000 บาทหรือไม่ต้องแวะไปพิสูจน์ด้วยตัวเองกับโชว์รูมและศูนย์บริการทั้ง 50 แห่งทั่วประเทศ
กิตติพงศ์ ศรีเจริญ