ศบค. วอนคนไทย ทำตัวเลข คนติดเชื้อให้ได้ต่ำ10 นาน 14 วัน บอกช่วยกันซีลประเทศ จับตา ผ่อนปรนจังหวัดใดบ้าง วอนยัง WFH ลดการจราจร อย่าวางใจ
เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ ศบค.ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) กล่าวถึงกรณีที่การจราจรในกรุงเทพมหานครเริ่มติดขัดเหมือนปกติสะท้อนให้เห็นว่าคนไม่ได้ทำงานที่บ้านแล้วหรือไม่ จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากภาคเอกชนอย่างไรหรือไม่ ว่า
ยืนยันว่าเรายังอยู่ใน พรก.ฉุกเฉิน และ รณรงค์ให้ทุกคนลดการเดินทาง ลดการเคลื่อนย้าย วันนี้ที่จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงต่ำกว่า 20 ได้เพราะคนไทยทุกคนให้ความร่วมมือกัน เข้าใจดีว่าขณะนี้รถมีจำนวนบนถนนมากขึ้นเพราะทุกคนอาจจะเบาใจ แต่ยังวางใจไม่ได้แน่นอน ดังนั้นต้องย้ำและขอความร่วมมือภาคเอกชนถ้าให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ยังคงเป็นมาตรการที่รัฐบาลยืนยันในมาตรการนี้อยู่
สำหรับกรณีคนไทยที่ เดินทางกลับจากต่างประเทศและต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วัน จากนั้นกลับบ้านแล้วจะมีโอกาสเป็นพาหะนำโรคไปติดคนในครอบครัวหรือในชุมชนนั้นหรือไม่ ขอยืนยันว่า น้อยมาก เพราะถือว่าเขาเป็นคนปกติ ผ่านการตรวจก่อนขึ้นเครื่องและเมื่อลงมาได้รับการตรวจอีกก่อนถูกนำไปกักตัว 14 วันเมื่อออกมาเป็นปกติก็ถือว่าเขาปกติ
และถึงแม้ว่าใช้ชีวิตตามปกติได้แต่ก็ต้องสวมหน้ากากอนามัยอยู่ตลอดเวลา และต้องไม่เข้าสู่ความเสี่ยง เช่น สังสรรค์กับเพื่อน ไม่สวมหน้ากากอนามัย ไปสถานที่แออัด ไปเดินตลาดนัด พูดกับเพื่อนในกลุ่ม ก็อาจจะติดเชื้อได้
ดังนั้นหลังจากที่ครบ 14 วันแล้วก็ต้องปฏิบัติตัวเหมือนกับที่ทุกคนในประเทศปฎิบัติตัวโดยมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้มีพฤติกรรมใหม่ร่วมกันทั้งประเทศ คือต้องสวมหน้ากากอนามัย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด และต้องทำให้ได้มากกว่า 90% ขณะที่บางประเทศเขาต้องการครบ 100% เหมือนที่บางแห่งในประเทศไทยทำได้ เพื่อความปลอดภัยของพวกเราทุกคน
ส่วนกรณีที่การดูแลคนในชุมชนแออัด ซึ่งอาจเข้าถึงการตรวจสอบเชื้อได้ยากนั้นหากบุคคลเหล่านี้ติดเชื้อโควิด-19 จะเกิดระบาดอย่างรวดเร็ว ศบค. ดูแลคนกลุ่มนี้อย่างไรนั้น ประเด็นเช่นนี้เกิดขึ้นที่สิงคโปร์ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขได้นำมาเป็นประเด็นหารือในกระทรวงสาธารณะสุข และมีมาตรการขึ้นมาว่าเราจะไม่รอ แต่เราจะออกค้นหาผู้ป่วยทำให้เจอเคสต่างๆมากขึ้น
เช่นในกรุงเทพมหานคร ภูเก็ต และพบว่ามีตัวเลขเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งวิธีการนี้ดำเนินการมากขึ้นเพื่อเฉพาะเจาะจงกับกลุ่มเสี่ยง จึงขอให้มั่นใจ หาก มีผู้ใดสงสัยว่าในชุมชนแออัดจะมีคนป่วยหรือดูแล้วคิดว่าเขาไม่สามารถดูแลสุขลักษณะในชุมชนได้ จะร้องขอความช่วยเหลือความร่วมมือเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสามารถโทรศัพท์ไปที่กรมควบคุมโรค 1422 หรือที่กระทรวงสาธารณสุข หรือที่เบอร์ 1111 ของศบค. ทำเนียบฯ เพื่อจะได้ช่วยกันเป็นหูเป็นตาทำให้ทุกที่ในประเทศไทยปลอดโรค
สำหรับการติดเชื้อระรอกใหม่ที่มีผู้ติดเชื้อมากขึ้นอย่างในหลายประเทศ สำหรับประเทศไทยมีแนวทางป้องกันการติดเชื้อระรอกใหม่อย่างไร นั้น ถือเป็นเรื่องที่จะต้องตัดสินใจ เหมือนกับที่นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. กล่าวในที่ประชุมใหญ่ ศบค. ว่า
เรื่องการติดเชื้อเกิดขึ้นมา แล้วเราคุมได้ดีนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันเราประกาศพรก.ฉุกเฉิน ก็เป็นส่วนที่ช่วยและยืนยันได้ดีว่า เป็นผลดีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่การที่จะต้องผ่อนปรนหรือยกเลิก และท่าทีจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้นก็ต้องมาเรียนรู้จากประเทศเพื่อนบ้าน
หรือตัวเลขจากประเทศอื่นๆที่เราต้องมาเรียนรู้กัน เช่น อังกฤษ ถึงแม้การติดเชื้อจะเพิ่มต่ำสุดในรอบสองสัปดาห์แต่รัฐบาลของเขาก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ ซึ่งตรงกันข้ามกับอเมริกาที่มีตัวเลข พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ปรากฏว่าเขาต้องเผชิญกับแรงกดดันจากหลายรัฐ เพื่อขอให้ผ่อนปรนในมาตรการล็อคดาวน์ ต้องการให้เปิดเมืองแต่ตัวเลขของผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตพุ่งสูงขึ้นเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามกันกับสิ่งที่เป็นอยู่ดังนั้นจึงเป็นประเด็นที่เราต้องนำมาพูดคุยกัน
หรือในประเทศอิหร่าน ที่ขณะนี้มีมาตรการค่อยๆผ่อนปรนอนุญาตให้ธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำเปิดกิจการได้ แต่สิ่งที่เขาเจอคือคนขับรถแท็กซี่จะต้องมีแผ่นฟิล์มพลาสติกกั้นระหว่างคนขับรถกับผู้โดยสาร และต้องฆ่าเชื้อภายในรถเป็นประจำด้วย ซึ่งสำนักงานการจราจรของกรุงเตหะรานระบุว่าปริมาณการจราจร ของเขาเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับเวลาเดียวกันของเมื่อปีที่แล้วดังนั้นถือเป็นความเสี่ยงของเขา
ที่ประเทศสเปนก็จะขยายเวลาการปิดเมืองออกไปอีก 15 วันเพื่อควบคุมการระบาดจากเดิมที่จะมีผลถึงวันที่ 9 พฤษภาคม ก็เลื่อนออกไปอีกเป็นครั้งที่สาม หรือนิวซีแลนด์ก็เลื่อนการล็อคดาวน์ออกไปอีก 1 สัปดาห์ หลายประเทศก็ใช้มาตรการแตกต่างกันไป
“เมื่อเช้านี้มีการพูดคุยกันในที่ประชุม EOC หรือศูนย์ปฏิบัติการในเรื่องของการดูแลการแพทยระบาดไวรัสโคโรนาโควิด-19 มีการพูดคุยว่า เราต้องพูดตรงกันว่าไม่ได้เป็นการยกเลิกแต่เป็นการผ่อนปรน ซึ่งอธิบดีกรมควบคุมโรคได้แจ้งในที่ประชุมว่าขอให้เข้าใจตรงกันว่า
1.ผ่อนปรน ไม่ใช่ ยกเลิก
2. การผ่อนปรน ต้องมองตรงกันในภาพใหญ่ว่าเป็นการป้องกันและควบคุมโรค โดย พรก. ฉุกเฉิน และครอบคลุมทั้งประเทศ ซึ่งเราใช้กันมาแล้วเห็นผล
3. ต้องมีจุดจัดการหรือจุดปฏิบัติต่างๆ ซึ่งที่ได้เห็นผลแล้ว ก็เพราะเป็นในระดับจังหวัดต่างๆ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและประชาชนในจังหวัดนั้นๆ ให้ความร่วมมือ
เพราะฉะนั้นถ้าใช้หลักการทั้งสามข้อไม่ว่าอะไรที่จะเกิดขึ้นมาในสัปดาห์นี้หรือสัปดาห์หน้าที่คณะรัฐมนตรีจะมีการประกาศออกมา ก็จะเป็นการผ่อนปรนไม่ใช่การยกเลิก
ดังนั้นการผ่อนปรนจะเกิดขึ้นในจังหวัดไหนวันใดเวลาใดขึ้นอยู่กับสถิติ ชุดข้อมูล ที่เราทุกคนปฏิบัติ ร่วมมือกันมาเป็นอย่างดี ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้นนี้ทางรัฐบาลและ ศบค. จะตัดสินโดยใช้ข้อมูลสถิตินักวิชาการมาช่วยกันคิดรวมถึงภาคธุรกิจมาช่วยกันคิดหาทางออกในประเด็นปัญหานี้
ย้ำว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญและเรื่องปากท้องก็สำคัญ โดยจะไล่เรียงลำดับขึ้นมาเพื่อให้ชีวิตอยู่ได้ก่อน จากนั้นตามมาด้วยเศรษฐกิจและสังคม ถือเป็นกติกาที่เราใช้ร่วมกันทำให้เรามีวันนี้ ที่อยู่ในตัวเลขสองหลัก
ดังนั้นจะขอว่าเราต้องช่วยกันต่ำ 10 ให้ได้ และต่ำ 10 ต่อเนื่องไปอีก 14 วัน จะทำให้เราเห็นว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรและอาจจะเห็นว่าเราสามารถซีลประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ถึงเวลานั้นเราออกมานอกพื้นที่โดยพฤติกรรมใหม่ อยู่ด้วยกันโดยมีการสวมหน้ากากอนามัย 100%”