สธ.ขยายให้คลินิกชุมชนอบอุ่นร่วมดูแลป่วยโควิดแยกกักที่บ้าน คนไข้ในรพ. 7-10 วันอาการดีให้กลับมาแยกกักจนครบ 14 วัน คาดเตียงรับคนไข้ใหม่ได้ 40-50% ส่วนแยกกักชุมชนเน้นที่กว้าง ไม่เกิน 200 คนลดแออัด ย้ำ รพ.เอกชนตรวจเชื้อกลุ่มเสี่ยงเข้า รพ. หากอาการดีให้ไปกักตัวที่บ้าน

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงการแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) และการแยกกักตัวในชุมชน (Community Isolation) ว่า เดิมเราไม่ได้อยากใช้แนวทางนี้ดูแลผู้ป่วยโวิด 19 เนื่องจากจะมีผลเสีย 2 อย่าง คือ 1.กรณีอยู่บ้านคนเดียว หากสุขภาพแย่ลง ไม่มีคนดูแล ไม่มีใครทราบ อาจเกิดอันตรายเสี่ยงเสียชีวิต และ 2.หากแยกกักไม่ได้ 100% ทำให้มีการแพร่เชื้อสู่ครอบครัวหรือออกมาซื้ออาหารอาจแพร่เชื้อไปชุมชนอย่างที่อังกฤษ แต่ที่ต้องทำมาตรการนี้ เนื่องจากผู้ป่วยมาก อัตราการครองเตียงใน กทม.และปริมณฑลสูงขึ้น บุคลากรทางการแพทย์แบกรับภาระอย่างมาก ซึ่งแม้จะเพิ่มเตียงได้ แต่บุคลากรก็ไม่ไหว

“เวลา 1 เดือนจากวันที่ 9 มิ.ย.ครองเตียง 19,629 เตียง แต่ล่าสุดวันที่ 9 ก.ค.อัตราครองเตียงขึ้นมาถึง 30,631 เตียง หรือเพิ่มถึงหมื่นเตียงต่อวัน ทุกระดับสีอาการ อย่างสีแดงเตียงไอซียูเดิม 714 ราย เพิ่มขึ้นเป็น 1,206 ราย หรือเพิ่มเกือบเท่าตัว” นพ.สมศักดิ์กล่าว

นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า การแยกกักตัวที่บ้านและชุมชน ต้องมีสถานที่เหมาะสม ทั้งบ้าน วัด โรงเรียน เน้นความสมัครใจ โดยการแยกกักตัวที่บ้าน มีช่องทางติดตามผู้ป่วย สื่อสารทุกวันผ่านวิดีโอคอล คุยกับคนไข้วันละ 2 ครั้ง มีช่องทางติดต่อกรณีฉุกเฉิน โดยสถานพยาบาลที่ดูแลก็ขยายจาก รพ.เป็นคลินิกชุมชนอบอุ่นได้ ส่วนการเอกซเรย์ปอดวันแรกๆ จะยังไม่ทำ แต่จะมีการแจกที่วัดไข้ และเครื่องวัดออกซิเจนในกระแสเลือดเพื่อดูปอด โดยมีวิธีการลุกนั่งออกกำลังกาย 1 นาที วัดออกซิเจนก่อนหลัง หากลดลงกว่า 3% ก็จะต้องมารพ. และจะมีการจัดระบบส่งต่อผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน

“นอกจากนี้ คนไข้ที่อยู่ รพ. 10 วัน หรืออาจเป็น 7-10 วัน หากดีขึ้นไม่มีอะไร จะขอให้กลับไปแยกกักตัวที่บ้าน เพื่อให้เตียงที่เหลือ จากเดิมอยู่ถึง 14 วัน แต่หากเป็น 7-10 วันก็จะมีเตียงเพิ่มอีก 40-50% มารับผู้ป่วยใหม่ได้” นพ.สมศักดิ์กล่าว

นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า ส่วนเรื่องแยกกักที่ชุมชน กรมการแพทย์ กทม. และโรงเรียนแพทย์เตรียมการสถานที่ ส่วนใหญ่เป็นวัด โรงเรียน แคมป์คนงาน หรือในหมู่บ้าน อาจใช้หอประชุม หรือมีที่แยกตัว แต่โดยหลักต้องไม่เกิน 200 คน ไม่เช่นนั้นจะแออัด และจะต้องดูแลสิ่งแวดล้อมด้วย นอกจากนี้ ยังมีภาคประชาสังคมเข้ามาทำมาช่วย

“ต้องขอขอบคุณภาคประชาสังคมเพจต่างๆ ทั้งเพจเส้นด้าย เพจต้องรอด เพจหมอแล็บแพนด้า และอีกหลายส่วนที่กำลังทำเรื่องแยกกักตัวที่บ้านเพิ่มเติม เพราะได้รับการติดต่อจากผู้ป่วยรวบรวมเข้ามาและส่งให้กรมการแพทย์ขึ้นทะเบียน โดยจะมีการจัดระบบช่วยเหลือกัน และจัดส่งอาหาร 3 มื้อให้คนไข้ถึงที่บ้าน ต้องขอบคุณทุกภาคส่วนจริงๆ รวมถึง สปสช.ที่สนับสนุนงบประมาณให้ทาง รพ. จัดซื้ออาหาร 3 มื้อ” นพ.สมศักดิ์กล่าว

นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับเกณฑ์การพิจารณารับผู้ป่วย Home Isolation รพ.ราชวิถีได้ทำมาแล้วนั้น หากมีอาการสีเขียว ทั้งเขียวอ่อนหรือเขียวแก่สามารถอยู่ได้ให้ทำ Home Isolation ทั้งหมด แพทย์พิจารณาแล้ว มีโรคความดัน เบาหวานที่ควบคุมได้ดี เป็นต้น ทั้งนี้ รพ.ราชวิถีทำไปเกือบ 20 ราย มีผู้ติดเชื้ออายุ 70 ปี สามารถแยกกักที่บ้านจนกระทั่ง 14 วันจนหายดี ซึ่ง 20 รายแรกที่ทำเป็นไพล็อต

ขณะนี้กรมการแพทย์ ทั้งรพ.ราชวิถี รพ.เลิดสิน ได้ขึ้นทะเบียนผู้ป่วยแยกกักที่บ้านแล้วประมาณ 200 ราย ซึ่งรายงานอาการทุกวันผู้ป่วยดีอยู่ทั้งหมด และในส่วนของเว็บเพจต่างๆ ที่จะนำคนไข้มาขึ้นทะเบียนกับ รพ.ต่างๆอีก 200 ราย และ ในส่วน Community Isolation มีอีกประมาณ 200 ราย ทั้งนี้ หากพบว่าท่านติดเชื้อ และยังไม่มีหน่วยงานใดรับ และคิดว่าจะเข้าเกณฑ์นี้ให้ติดต่อสอบถาม 1330 จะมีกระบวนการสอบถามซักประวัติ ขณะนี้ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ น่าจะขึ้นไป 400-500 รายแล้ว

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนมีความต้องการตรวจเชื้อโควิดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา สบส.กำหนดว่า ที่ไหนตรวจโควิดแล้วพบผู้ป่วยติดเชื้อต้องรับดูแลแอดมิทหรือประสานเตียงผู้ป่วย แต่ปัจจุบันมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น คนอยากทราบผลการตรวจเชื้อ ล่าสุด สบส.แจ้งสมาคมรพ.เอกชน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะที่มีประเด็นข่าวไม่ตรวจเชื้อเพราะเตียงเต็ม จึงได้แจ้งว่า สถานการณ์เปลี่ยนไป ขณะนี้อนุญาตให้ตรวจเชื้อแบบ แรพิด แอนติเจน เทสต์ ทำให้สถานพยาบาลสามารถตรวจได้เร็วและง่ายขึ้น จึงขอให้ดำเนินการ

นพ.ธเรศ กล่าวอีกว่า ตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุข ที่กรมการแพทย์ได้ออกมาตรฐานของ Home Isolation และ Community Isolation เป็นการเอาระบบสุขภาพปฐมภูมิที่ไทยมีจุดเด่น มีคลินิกชุมชนอบอุ่น ต่างจังหวัดเราก็มี อสม. มีรพ.สต. สิ่งต่างๆเหล่านี้จะช่วยเสริมการแยกกักตัวที่บ้าน ซึ่งเราได้แจ้งสถานพยาบาลเอกชน ว่า หากตรวจผู้ป่วยแล้ว และพบผลบวก ขอให้ดูแล 2 แนวทาง โดยแนวทางที่ 1 หากมีเตียง และผู้ป่วยอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมต้องนอน รพ. เช่น อายุมากมีโรคประจำตัว เป็นกลุ่มเสี่ยง ก็ขอให้ดูแล แต่หากไม่สามารถดูแลได้ก็จัดเข้าสู่ระบบการแยกกักที่บ้าน แนวทางที่ 2 หากผู้ป่วยแข็งแรงดี ตามข้อกำหนดเข้าสู่ระบบ Home Isolation ทางสถานพยาบาลก็สามารถดำเนินการกรณีนี้ได้

“เรายังได้ประชุมคณะทำงาน ทำเรื่องหลักเกณฑ์ค่าใช้จ่าย และชี้แจงแนวทางการดำเนินงานให้สมาคมรพ.เอกชนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และจะออกประกาศอย่างเป็นทาง รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น จะเสนอครม.พิจารณา ไม่ให้เป็นภาระของประชาชน” อธิบดี สบส. กล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานพยาบาลภาคเอกชนในกทม. มีส่วนหนึ่งพร้อมดำเนินการเรื่องนี้ได้ โดยจะพร้อมตรวจเชื้อแบบแรพิด แอนติเจน เทสต์ และดูแลผู้ป่วยหากมีเตียง หากไม่มี และผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ดูแลที่บ้านได้ก็จะดำเนินการ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน