สธ.แจงส่ง ‘ไฟเซอร์’ ฉีดบุคลากรด่านหน้าเป็นรอบๆ รพ.ขอนแก่น-รพ.สนาม มธ.ให้ครบแล้ว ไทยฉีดวัคซีนแล้ว 21 ล้านโดส วันนี้ส่งฉีดกลุ่มเสี่ยง 13 จว.
เมื่อวันที่ 10 ส.ค.64 นพ.เฉวตสรร นามวาท ผอ.กองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงประเด็นการบริหารจัดการวัคซีนไฟเซอร์และการฉีดวัคซีนโควิด 19 ผ่านระบบออนไลน์ ว่า การบริหารจัดการวัคซีนไฟเซอร์นั้น เราสามารถจัดส่งวัคซีนไปยัง รพ.เพื่อฉีดบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าได้เร็วกว่าที่กำหนด เดิมจะส่งวันที่ 5 ส.ค. ก็ส่งล็อตแรกได้ตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค. หลายพื้นที่เริ่มฉีดตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค.
ทั้งนี้ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าที่ประสงค์จะรับวัคซีนไฟเซอร์ จะได้รับวัคซีนทุกรายตามเกณฑ์ ขออย่ามองว่าเกณฑ์เป็นอุปสรรคทำให้เข้าไม่ถึง เพราะในหลักวิชาการต้องมีข้อพิจารณาว่า มีกรณีใดบ้างที่ทางวิชาการเห็นว่ามีความเหมาะสมในการฉีด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะมาประกอบกับการสำรวจความต้องการเพื่อจัดสรรวัคซีนลงไป
“หลักเกณฑ์การจัดสรรวัคซีน เราดูจากฐานข้อมูลการฉีดวัคซีนในบุคลากรทางการแพทย์มีจำนวนเท่าไร และให้แต่ละจังหวัดสำรวจความประสงค์ที่รับวัคซีนไฟเซอร์ของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าว่ามีจำนวนเท่าไรมาประกอบกัน หากแจ้งมาต่ำกว่า 50% ของฐานข้อมูลการฉีดวัคซีน เราจะจัดสรรให้เต็ม 50%
เนื่องจากอาจมีผู้ต้องการรับวัคซีนเพิ่มเติมและเข้าเกณฑ์ฉีดได้ หากจำนวนสำรวจอยู่ใน 50-75% ของฐานข้อมูล จะส่งให้ตรงตามเปอร์เซ็นต์ที่ขอมา แต่หากจำนวนเกิน 75% ของฐานข้อมูล จะส่งให้เบื้องต้นก่อน 75% ซึ่งจังหวัดที่ออกมาบอกว่าขาด เป็นกรณีที่มีการส่งรายชื่อเข้ามามากกว่า 75% เมื่อเทียบกับฐานข้อมูล” นพ.เฉวตสรรกล่าว
ผอ.กองควบคุมโรคฯ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม จะส่งวัคซีนไปเพิ่มเติม หากจุดใดที่ยังไม่ได้รับ บางส่วนที่ตกหล่น หรือมีความต้องการเพิ่มเติมให้แจ้งหน่วยงานเพื่อรวบรวมเข้ามายังกระทรวงสาธารณสุข โดย รพ.ในจังหวัดต่างๆ ให้ติดต่อสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) รพ.ใน กทม.ให้ติดต่อสำนักอนามัย กทม. ซึ่งจะส่งข้อมูลมายัง สธ.ต่อไป
แต่หากเป็นคลินิกเอกชนใน กทม.ให้แจ้งกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จะทำให้การจัดส่งรอบถัดไปตรงวัตถุประสงค์มากขึ้น อย่าเพิ่งด่วนสรุปแล้วเสียกำลังใจ ยืนยันว่าบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าที่ประสงค์จะได้ไฟเซอร์ ก็จะได้รับตามเกณฑ์ทุกราย และจากนี้จะจัดหาซื้อเพิ่มเติมอีก ไม่มีการสูญหายไปไหน มีความโปร่งใสตรวจสอบได้
“อย่างกรณีข่าว รพ.ขอนแก่น และ รพ.สนามธรรมศาสตร์ ที่จัดส่งรอบแรกไปไม่เพียงพอตามจำนวน ก็จัดส่งไปได้ครบถ้วนแล้ว การจัดส่งมีหลักเกณฑ์ตามที่ประชุมร่วมกัน ซึ่งเราวางแผนตั้งแต่แรกว่าต้องส่งเป็นรอบๆ ไม่ใช่ส่งไปในครั้งเดียว เพราะถ้าส่งไปครั้งเดียวก็อาจเป็นจำนวนปริมาณสูง ซึ่งอาจมีปัญหาเรื่องการจัดเก็บและการเอามาผสม เพราะวัคซีนนี้มีความยากกว่าวัคซีนตัวอื่น” นพ.เฉวตสรร กล่าว
นพ.เฉวตสรร กล่าวอีกว่า สำหรับวันนี้จะส่งวัคซีนไฟเซอร์ไปยัง รพ.ในพื้นที่ 13 จังหวัดสีแดงเข้มหรือพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ได้แก่ กทม. ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครปฐม นนทบุรี นราธิวาส ปทุมธานี ปัตตานี พระนครศรีอยุธยา ยะลา สงขลา สมุทรปราการ และสมุทรสาคร เพื่อฉีดเป็นเข็มแรกในผู้สูงอายุ ผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป เมื่อฉีดแล้วจะนัดหมายอีก 3 สัปดาห์เพื่อฉีดเข็มสอง
สำหรับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์เราผสมน้ำเกลือ 1.8 ซีซีเข้าขวดไปผสม เป็นไปตามสูตรที่บริษัทวัคซีนกำหนดมา ทำเหมือนกันทุกประเทศ ไม่ได้ผสมน้ำแน่นอน เมื่อผสมน้ำเกลือแล้วจะกลับขวดไปมาช้าๆ 10 รอบ ไม่ใช่เขย่าจนเกิดฟองอากาศ โดย สธ.ทำวิดีโอคลิปและอบรมทุกจุดหน่วยฉีดแล้ว
“อุณหภูมิเก็บรักษาวัคซีนไฟเซอร์สำคัญมาก เพราะปกติการขนส่งและจัดเก็บจะอยู่ในอุณหภูมิต่ำมากๆ คือ -70 องศาเซลเซียส แต่หากอุณหภูมิสูงขึ้นอายุวัคซีนจะสั้นลง ดังนั้น เมื่อไรที่เอาออกมาจากตู้เก็บมาฉีด จึงต้องฉีดให้หมดใน 6 ชั่วโมง จึงสำคัญมากว่า ต้องบริหารคนมาฉีดกี่คนเพื่อให้ฉีดได้หมด มิเช่นนั้นจะเสียวัคซีนต้องไปทิ้ง เนื่องจาก 1 ขวดฉีดได้ 6 คน แต่หากมา 5 คน แล้ววันนั้นไม่มีคนมาฉีดอีกก็เสียไป 1 โดส การฉีดต้องจบที่วันนั้น เอากลับไปแช่ตู้เย็นอีกไม่ได้ หากไม่มีการฉีดอีกก็ต้องทิ้งไป” นพ.เฉวตสรร กล่าว
นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า ส่วนยอดการวัคซีนโควิด 19 ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. – 9 ส.ค. ฉีดแล้ว 21,171,110 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 16,336,743 คน เข็มสอง 4,566,345 คน และเข็มสาม 268,022 คน โดยเมื่อวันที่ 9 ส.ค.ฉีดได้สูงมากประมาณ 5 แสนโดส ส่วนที่บางวันมีการฉีดมากฉีดน้อย มีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายส่วน เนื่องจากเราต้องมีวัคซีนเพื่อฉีดเข็มสองไม่ให้ขาดตอน
ดังนั้น หากฉีดเข็มหนึ่งเต็มกำลัง เมื่อคนฉีดเข็มหนึ่งถึงรอบเวลามาฉีดเข็มสอง อาจจะไม่มีวัคซีนฉีดก็จะเกิดผลเสียได้ เราก็พยายามบริหารจัดการไม่ให้ขาดตอน ทั้งนี้ ภาพรวมฉีดวัคซีนแต่ละยี่ห้อตามจำนวน ดังนี้ ซิโนแวค 10,269,135 โดส, แอสตร้าเซนเนก้า 9,230,417 โดส, ซิโนฟาร์ม 1,541,724 โดส และไฟเซอร์ 129,834 โดส เฉพาะวันที่ 9 ส.ค. มีการฉีดไฟเซอร์เข็มแรก 33,219 ราย ฉีดเข็มสอง 13,622 ราย และฉีดกระตุ้นเข็มสาม 82,993 ราย
เมื่อถามว่า ผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโควิดส่วนใหญ่อายุเท่าไร รับวัคซีนมาก่อนหรือไม่ นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจกับทุกครอบครัวและทุกการเสียชีวิต แต่ข้อมูลยังยืนยันองค์ความรู้เดิม คือ ผู้เสียชีวิตกลุ่มสำคัญ คือ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และพบหญิงตั้งครรภ์ และยังไม่ได้รับวัคซีน
ดังนั้น จึงเร่งฉีดในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ จึงขอว่าบางส่วนที่อาจลังเลหรือยังเข้าไม่ถึง ขอให้เข้าสู่การลงทะเบียนระบบการฉีดวัคซีน อย่าลังเล ทุกยี่ห้อมีตัวอย่างการฉีดหลายประเทศทั่วโลกจำนวนมหาศาล เฉพาะประเทศไทยก็ 21 ล้านโดส ยืนยันมีความปอดภัยสูง เทียบประโยชน์วัคซีนป้องกันเสียชีวิต ป่วยหนักนอน รพ.และไอซียู
ด้าน นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา โฆษกกรมอนามัย กล่าวว่า กรณีข่าวองค์กรแพทย์ รพ.ขอนแก่น ออกแถลงการณ์ทวงวัคซีนไฟเซอร์ให้บุคลากรสาธารณสุขด่านหน้า เนื่องจากได้รีบเพียงครึ่งเดียวของจำนวนที่ขอไปทั้งหมด
ผอ.รพ.ขอนแก่น ชี้แจงว่า เป็นความเข้าใจผิดในการสื่อสาร เนื่องจากวัคซีนไฟเซอร์ที่ส่งมาครึ่งหนึ่งเป็นล็อตแรก เพราะด้วยการจัดเก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสม ซึ่งอาจเกิดผลเสียต่อคุณภาพวัคซีน วันนี้มีการจัดส่งและได้รับอีกจำนวนวัคซีนที่เหลือเรียบร้อยแล้ว พร้อมฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์ทันที