สปสช.จัดระบบ เยียวยาเด็ก ได้รับผลกระทบฉีดวัคซีนโควิด เผยจัดบช่วยเหลือเบื้องต้น 3 ระดับ ขอยื่นเรื่องรับเงินช่วยเหลือได้ ย้ำโอกาสเกิดผลข้างเคียงกล้ามมีน้อย
วันที่ 6 ต.ค.64 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงการฉีดวัคซีนโควิด 19 ในเด็กนักเรียนที่เริ่มคิกออฟเมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า จากข้อมูลระบบการรายงานอาการไม่พึงประสงค์จากการได้รับวัคซีนโควิด 19 ชนิด mRNA ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา พบการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื้อหุ้มหัวใจอักเสบ แต่มีไม่มาก ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับจากฉีดวัคซีนมีมากกว่า
องค์การอนามัยโลก ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และกรมควบคุมโรค ยังคงแนะนำให้เด็กนักเรียนอายุ 12-17 ปี เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด 19 แต่เพื่อเฝ้าระวังและไม่ประมาท คณะทำงานจัดทำแนวทำงานวินิจฉัยและรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบภายหลังการได้รับวัคซีน mRNA
ประกอบด้วยสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย และกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้จัดทำคำแนะนำ “การวินิจฉัยและรักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบที่เกิดภายหลังการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด 19 ชนิด mRNA ฉบับวันที่ 1 ต.ค. 2564
คำแนะนำได้ระบุถึงอาการภาวะไม่พึงประสงค์ที่สังเกต คือ มีอาการเจ็บหน้าอก หายใจไม่สะดวก รู้สึกเหนื่อย หายใจแล้วรู้สึกเจ็บหน้าอก ใจสั่น เป็นลมหมดสติ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดจุกแน่นท้องบริเวณด้านขวาบน หรือลิ้นปี่ ซึ่งเป็นผลจาก hepatic congestion พบได้ในภาวะ right-sided heart failure ในบางรายอาจมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ และตรวจพบค่าโปรตีนโทรโปนิน (troponin) มีระดับสูงขึ้น
ทั้งนี้ อาการแสดงเหล่านี้มักเกิดเร็วหลังได้รับวัคซิน เฉลี่ยจะแสดงอาการในวันที่ 3-7 หลังจากได้รับวัคซีน ซึ่งหน่วยบริการทั่วประเทศที่ให้บริการฉีดวัคซีนโควิด 19 ในกลุ่มนักเรียน สามารถใช้แนวทางนี้ในการสังเกตอาการเด็กนักเรียนหลังจากฉีดวัคซีนไปแล้วได้
“ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับเด็กๆ ที่เป็นลูกหลานของเรา แต่หากเกิดขึ้นจำเป็นต้องได้รับการดูแลและช่วยเหลือความเสียหายที่เกิดขึ้นเบื้องต้นโดยเร็ว ซึ่ง สปสช.ได้จัดระบบการช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ได้รับผลกระทบหลังฉีดวัคซีนโควิด 19 กรณีเกิดภาวะไม่พึงประสงค์หลังฉีดวัคซีน สามารถขอรับการช่วยเหลือผ่านช่องทางนี้ได้ ซึ่งหลักการจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้น ไม่ไช่การพิสูจน์ถูกผิดหรือชี้ชัดว่าเป็นผลที่เกิดจากการฉีดวัคซีน แต่เป็นเงินเยียวยาเพื่อลดผลกระทบที่เกิดแก่ประชาชนเมื่อมีอาการไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น” นพ.จเด็จกล่าว
นพ.จเด็จ กล่าวว่า หากเกิดอาการไม่พึงประสงค์หลังฉีดวัคซีนโควิด 19 ตามแผนงานโครงการที่รัฐจัดให้ฟรี สามารถยื่นเรื่องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกับ สปสช.ได้ที่ รพ.ที่ฉีด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) หรือ สปสช.สาขาเขตพื้นที่ทั้ง 13 เขต โดยมีระยะเวลายื่นคำร้องได้ภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ทราบความเสียหาย
เมื่อมีผู้มายื่นคำร้องแล้ว คณะอนุกรรมการฯ ระดับเขตพื้นที่จะเร่งพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งในกรณีที่ผู้ยื่นคำร้องไม่เห็นด้วยกับผลการวินิจฉัย ก็มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อเลขาธิการ สปสช. ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ทราบผลการวินิจฉัย
หลักเกณฑ์การพิจารณาจ่ายเงินเยียวยา เบื้องต้นจะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับ 1 มีอาการป่วยต้องรักษาต่อเนื่อง จ่ายไม่เกิน 1 แสนบาท ระดับ 2 เกิดความเสียหายถึงขั้นสูญเสียอวัยวะหรือพิการจนมีผลต่อการดำรงชีวิต จ่ายไม่เกิน 2.4 แสนบาท และระดับ 3 กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร จ่ายไม่เกิน 4 แสนบาท