ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า “หลังจาก Moderna ออกผลของวัคซีนรุ่น 2 ออกมา ทางฝั่ง Pfizer ก็ออกผลตามออกมาเหมือนกันครับ

โดยวัคซีนรุ่น 2 ของ Pfizer มีอยู่ 2 รูปแบบที่ทำการทดสอบมาคือ เป็น mRNAของ BA.1 อย่างเดียว (monovalent) และ mRNA ของ BA.1 ผสมกับ วัคซีนรูปแบบเดิม (bivalent) เหมือนกับของ Moderna โดยทีม Pfizer ได้ทำการทดสอบสูตรวัคซีนทั้งขนาด 30 ug และ 60 ug โดยใช้วัคซีนรุ่น 2 เป็นเข็มกระตุ้นที่ 4 ในอาสาสมัครอายุมากกว่า 55 ปี ที่ได้ Pfizer มาแล้ว 3 เข็ม โดยอาสาสมัครได้เข็มที่ 3 มาแล้วโดยเฉลี่ย 6.3 เดือน

ผลจากจำนวนอาสาสมัคร 320 คนต่อกลุ่ม พบว่า ถ้าดูภูมิต่อไวรัสโอมิครอน BA.1 กลุ่มที่ได้ภูมิสูงที่สุดคือ กลุ่มที่ได้ mRNA Omicron แบบเดี่ยวขนาด 60 ug และ 30 ug ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มที่ได้วัคซีนแบบผสม หรือ bivalent ได้ภูมิที่น้อยกว่า โดยเทียบกับกลุ่มที่ได้รับเข็ม 4 เป็นวัคซีนแบบเดิมที่ 3.15 เท่า และ 2.23 เท่า สำหรับวัคซีน monovalent-Omicron และ 1.97 และ 1.56 เท่าสำหรับ bivalent-Omicron ซึ่งก็สอดคล้องกับค่าแอนติบอดีก่อนและหลังกระตุ้นที่ 1 เดือนของวัคซีนแต่ละชนิด

ทาง Pfizer ยังได้ทำการทดสอบเพิ่มเติมกับไวรัส BA.4/ BA.5 เช่นเดียวกัน โดยผลการทดลองที่ได้เป็นไปตามคาดคือ BA.4/BA.5 หนีภูมิจากเข็มกระตุ้นวัคซีนรุ่น 2 ได้ทุกสูตรในระดับหนึ่ง ประมาณ 3-4 เท่า ถ้าใช้ไวรัสตัวจริงในการทดสอบจะพบว่า สูตรที่เป็น bivalent แบบผสม 1:1 จะมีภูมิต่อ BA.4/BA.5 สูงกว่า สูตรที่เป็น monovalent ซึ่งสอดคล้องกับผลจากการทดสอบโดยใช้ไวรัสตัวแทน (pseudotyped virus) ที่ทดสอบในหนูทดลอง

สรุปว่าวัคซีนสูตร 2 ของ Pfizer ถ้าจะใช้ให้ดูสถานการณ์การระบาดถ้า BA.4/BA.5 มาแรงคงต้องไปที่สูตรผสม bivalent แต่ถ้ามีไวรัสที่ใกล้เคียง BA.1 ออกมาอีกในอนาคต อาจพิจารณาใช้สูตรแบบ monovalent ซึ่งการ update วัคซีนคงยากที่จะได้ตรงกับสายพันธุ์ไวรัสแบบตรงเป๊ะๆ เพราะไวรัสไปไวกว่าหลายเท่าตัวครับ”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน