กรมควบคุมโรค แจงใช้ภูมิคุ้มกัน LAAB ป้องกันโควิดในผู้ป่วยไตเรื้อรัง ปลูกถ่ายอวัยวะ เร่งขอข้อมูลผู้ป่วยแต่ละจังหวัดจาก สปสช.ก่อนจัดสรรลงจังหวัด
เมื่อวันที่ 6 ก.ค.65 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการกระจายและการเข้าถึงบริการของภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป LAAB ว่า เราเชิญทางโรงเรียนแพทย์ เช่น จุฬาฯ รามาฯ ศิริราช รวมถึงราชวิทยาลัยต่างๆ มาหารือว่าจะใช้ในกลุ่มไหน ซึ่งเดิมในการศึกษาเราใช้ในกลุ่มที่เป็นโรคไตเรื้อรังที่ต้องฟอกไต ว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์
แต่ทางผู้เชี่ยวชาญทางโรงเรียนมาหารือก็อยากเพิ่มกลุ่มปลูกถ่ายอวัยวะ เนื่องจากกลุ่มนี้กว่าจะได้อวัยวะมาก็ยาก แม้การศึกษาเบื้องต้นอาจจะยังไม่คุ้มค่าแต่ไม่ได้ดูเรื่องคุณภาพชีวิต จึงขอให้เพิ่มกลุ่มนี้ด้วย เราก็จะใส่เพิ่มเข้าไป กลุ่มเป้าหมายสามารถเพิ่มได้ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
หลังจากกำหนดกลุ่มเป้าหมายแล้วก็เชิญ สปสช. ซึ่งอยู่ในคณะมาหารือว่าแต่ละจังหวัดมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเท่าไร ซึ่ง สปสช.มีข้อมูลอยู่แล้ว ก็จะกระจายตามสัดส่วนลงไป ส่วนผู้ป่วยกลุ่มอื่นที่เพิ่มเข้ามาจะขอข้อมูลเพิ่มเติมด้วย
นอกจากนี้ เนื่องจากเป็นยาตัวใหม่ใช้ได้ทั้งการป้องกันและการรักษา ซึ่งทางบริษัทยื่น อย.ในเรื่องการใช้ในการป้องกัน แต่ทราบว่าน่าจะยื่นเรื่องการรักษาเพิ่มเติมในเดือนนี้ ทางอาจารย์โรงเรียนแพทย์หลายท่านก็อยากนำไปศึกษาวิจัยเพิ่มเติมว่าประสิทธิภาพเป็นอย่างไร รวมทั้งกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ ด้วย ส่วนจำนวนตัวเลขชัดๆ ว่าจะกระจายเท่าไร น่าจะเสร็จภายใน 2 สัปดาห์นี้
“ผู้ป่วยกลุ่มเหล่านี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ ทั้งโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ก็จะเหมือนวัคซีนโควิดที่เราส่งไปที่จังหวัดเพื่อให้ไปกระจายต่อตามจำนวนผู้ป่วยที่มีข้อมูลของ สปสช.
ส่วนโรงเรียนแพทย์จะเน้นการศึกษาวิจัยมากกว่า จะดูกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้นและได้ประโยชน์ด้วย เนื่องจากเป็นยาใหม่ความรู้การนำมาใช้ในประเทศยังน้อย ประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับเพราะอย.ขึ้นทะเบียนแล้ว แต่จะใช้ในกลุ่มเป้าหมายไหนให้เหมาะสมต้องศึกษากันต่อไป” นพ.โอภาส กล่าว
เมื่อถามว่า การฉีดในกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ต้องฉีดทุก 6 เดือนเหมือนกันหรือไม่ นพ.โอภาส กล่าวว่า เบื้องต้นขึ้นทะเบียนฉีดไป 1 ครั้ง ฤทธิ์จะอยู่ได้นาน 6 เดือน แต่จากนั้นต้องฉีดต่อหรือไม่ต้องดูอีกครั้ง เนื่องจากเราต้องดูตามสถานการณ์การระบาดด้วย ช่วงนี้น่าจะเหมาะที่สุด เพราะโรคกำลังระบาด แต่สมมติครบ 6 เดือนแล้ว โรคยังไม่ระบาดก็อาจจะดูอีกครั้งก่อนได้
จะดูประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และสถานการณ์การระบาด ซึ่งเรื่องความปลอดภัยเป็นแอนติบอดีร่างกายไม่ต้องมีปฏิกิริยากับมัน หากเป็นวัคซีน เราฉีดเชื้อโรคเข้าไปร่างกายสู้กับเชื้อโรคแล้วสร้างภูมิ ที่ฉีดภูมิโดยตรง ผลข้างเคียงก็จะน้อยกว่า ข้อดีคือกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเปราะบาง บางทีเขากลัวการฉีดวัคซีนเพราะจะไม่สบาย ร่างกายจะอ่อนแอเลยไม่ค่อยอยากฉีด จึงเหมาะกับกลุ่มนี้มากที่สุด
เมื่อถามถึงสัดส่วน LAAB 2.5 แสนโดส แลกเปลี่ยนกับวัคซีนแอสตร้าฯ จำนวนเท่าไร นพ.โอภาส กล่าวว่า LAAB จำนวน 2.5 แสนโดส ประมาณ 6 พันกว่าล้านบาท เปลี่ยนกับวัคซีนเป็นจำนวนเท่าไรนั้น ตัวเลขชัดๆ ยังไม่แน่ใจ แต่หากเป็นราคาก็พบว่าทำให้การจ่ายเงินลดลงหรือประหยัดไปมากกว่า 100 ล้านบาท ก็ไม่ต้องขอครม.ในงบประมาณเพิ่มเติม