เปิดกลโกง “ปลัดจังหวัดภูเก็ต” เส้นทางเงินสาวถึงตัว หลังพบเรียกเงินเจ้าของโรงแรม 1 ล้านบาทหมุนเงินไปคืนเคสอมเงิน อส. สอบเข้าข้าราชการ โดนข้อหาหนัก ม.149 และ ม.157
วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้วรอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป.,พ.ต.อ.สุพจน์ พุ่มแหยม ผกก.2 บก.ปอท รรท.ผกก.5 บก.ป,พ.ต.อ.ธนพงษ์ ทัพกล่ำ ผกก.6 บก.ปปป.
ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) โดย องนายภูมิวิศาล เกษมสุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท.,พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. , กรมการปกครอง โดย นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง และเจ้าหน้าที่กรมการปกครองกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม
ร่วมกันแถลงการกรณีการจับกุม นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อายุ 54 ปี อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ในคดีเป็นตัวกลางเรียกรับผลประโยชน์จากการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น
นายอังศุเกติ์ กล่าวว่า สืบเนื่องการจับกุมดังกล่าวมีความเชื่อมโยงจากคดีที่จากมีนักธุรกิจรายหนึ่ง มาร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมจ.ภูเก็ต ว่าถูกอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตรายนี้ เรียกรับเงิน 1 ล้านบาท เพื่อแลกกับการช่วยดำเนินการแก้ไขเอกสาร ส.ค.1 ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิครอบครองที่ดินแปลงหนึ่งในจ.ภูเก็ต โดยมีบุคคลที่สามอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่จังหวัดติดต่อให้เข้าพบอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาปัญหาที่ดินของรัฐ
หลังเข้าพบผู้ต้องหาอ้างว่าสามารถช่วยเหลือเรื่องดังกล่าวได้ แต่เรียกรับเงินสดจำนวน 1 ล้านบาท ผู้เสียหายแจ้งว่าไม่มีเงินสด จึงขอโอนเงินแทน วันรุ่งขึ้นผู้ต้องหาได้ส่งเลขบัญชีให้โอนเงิน จากนั้นผู้เสียหายจึงโอนเงินดังกล่าวไป แต่เมื่อโอนเงินไปแล้วกลับไม่มีการดำเนินการตามที่ตกลง
ขณะที่ พ.ต.อ.สุพจน์ ระบุต่ออีกว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินในเคสดังกล่าว พบว่าเป็นบัญชีเดียวกับที่ปรากฏในอีกคดีคือคดีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ถูกนายรุ่งเรืองเรียกรับเงินช่วยเหลือสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ทำให้พบความเชื่อมโยงของทั้งสองคดี และพบการโอนเงินไป-กลับเป็นทอด ๆ จนกลายเป็นเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงมายังตัวผู้ต้องหา
ซึ่งเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมาจึงดำเนินการจับกุมนายรุ่งเรือง ตามประมวลกฎหมายอาญา ”มาตรา 143 ความผิดฐานเรียกรับผลประโยชน์” และ “ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา175 ตัวกลางเรียกรับผลประโยชน์” และเมื่อเชื่อมโยงทั้งสองคดีได้จึงแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในคดีเรียกรับเงินจากเจ้าของโรงแรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157 ฐานเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
สำหรับพฤติการณ์ของ นายรุ่งเรือง ที่นำไปสู่การจับกุมนั้น แม้เส้นทางการเงินจะไม่ได้โยงไปถึงนายรุ่งเรืองโดยตรงแต่พบว่าเกี่ยวพันกับคนรอบข้าง โดยเฉพาะเลขา เนื่องจากตอนที่นายรุ่งเรืองเรียกรับเงินจากนักธุรกิจ และได้ให้โอนเงินจำนวน 1 ล้านบาท ไปที่บัญชี 1 ใน3 ของ อส. เพื่อคืนเงินที่เรียกรับมา จากนั้นนายรุ่งเรืองให้ อส. รายดังกล่าวทอนเงินคืน 100,000 บาท โอนเข้าบัญชีเลขา และให้เลขากดเงินสดมาให้
พ.ต.ท.สิริพงษ์ กล่าวต่อว่า ในเคสดังกล่าวเป็นคนละเคสกับคดีโกงข้อสอบ ที่ทาง ป.ป.ช. เป็นผู้รับผิดชอบ ถึงแม้ว่าจะมีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เกี่ยวข้องกับทั้งสองคดี อย่างไรก็ตามการทำงานก็จะทำควบคู่กันไปหากพบความเชื่อมโยง ก็จะดำเนินการในภายหลัง
ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่ สถ. เข้ามาแจ้งความก่อนหน้านี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ตอบว่า เป็นความรับผิดชอบของกองบังคับการปราบปราม ที่ทางป.ป.ช. เป็นผู้มอบหมายให้ดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งสำนวนคดีหลักอยู่ที่ป.ป.ช. ตนไม่สามารถก้าวล่วงได้
ส่วนกรณีรายงานข่าวว่าทางตัวอดีตปลัดภูเก็ตมีพฤติกรรมคุกคามเจ้าหน้าที่อส. จึงนำไปสู่การแจ้งความ เรื่องนี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ก็เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
เมื่อถามว่าหลังจากที่ทางอดีตปลัดภูเก็ตกลับมารับตำแหน่งได้เพียงหนึ่งวันแต่ถูกจับในถัดมา มีนัยยะทางการเมืองหรือไม่ นายวิรุฟห์ ชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้กรมการปกครองมีคำสั่งให้อดีตปลัดจังหวัดรายนี้ พร้อมข้าราชการที่เกี่ยวข้องรวม 5 ราย มาช่วยราชการที่กรมเป็นเวลา 30 วัน เพื่อเปิดทางให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริง เมื่อครบกำหนดตามระเบียบจึงต้องส่งตัวกลับต้นสังกัด โดยผลการสอบสวนพบมูลเพียงพอที่จะตั้งกรรมการสอบวินัย และเตรียมมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน แต่ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีอาญาเสียก่อน เนื่องจากเป็นความผิดที่มีพยานหลักฐานชัดเจนกว่า
ทั้งนี้ พ.ต.ท.สิริพงษ์ ย้ำว่า การดำเนินคดีไม่มีแรงจูงใจทางการเมือง แต่เป็นผลจากการสืบสวนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตามไทม์ไลน์ โดยมีการบูรณาการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจสอบสวนกลาง ป.ป.ท. ป.ป.ช. กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI และ ปปง. พร้อมย้ำว่าการสอบสวนคดีทุจริตยึดข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นหลัก ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นการเมืองในพื้นที่





