เช็ก 3 พฤติกรรมก่อนนอนที่อาจ “ทำร้ายไต” โดยที่คุณไม่รู้ตัว แม้ดื่มน้ำเพียงพอ-ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ก็ยังเสี่ยงไตเสื่อมได้!

เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ หลายคนยังเชื่อว่า เพียงดื่มน้ำให้ได้วันละประมาณ 2 ลิตร ระบบทางเดินปัสสาวะก็จะปลอดภัยจากปัญหาสุขภาพแล้ว แต่ในความเป็นจริง ความเสียหายของไตมักดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ และค่อย ๆ ทำลายความสามารถในการกรองเลือด โดยแทบไม่มีสัญญาณเตือนที่ชัดเจนในระยะแรก

กรณีของชายวัย 40 ปีจากไต้หวัน ซึ่งทำงานในโรงงานแห่งหนึ่ง ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญของการประเมินสุขภาพไตต่ำเกินไป

แพทย์หลิว เยี่ยนจื่อ จากไต้หวัน เล่าว่า ชายคนดังกล่าวเข้ารับการตรวจเนื่องจากมีอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง แม้ในวันหยุดงานจะใช้ชีวิตอยู่เพียงภายในบ้าน เมื่อแพทย์ซักประวัติเพิ่มเติมจึงพบว่า ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ปัสสาวะของเขามีฟองจำนวนมาก ตื่นเช้ามักมีอาการบวมบริเวณใบหน้า มือ และเท้า รวมถึงมีอาการปวดบริเวณเอวอย่างต่อเนื่อง

ผลการตรวจอย่างละเอียดเป็นไปตามที่แพทย์คาดไว้ โดยพบว่าชายคนนี้มีภาวะไตเสื่อมรุนแรงจนอยู่ในระยะที่จำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต ขณะที่ระดับครีอะตินีนในเลือดสูงถึง 2.2 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL) จากค่าปกติที่ควรต่ำกว่า 1.2 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

อย่างไรก็ตาม เขาแทบไม่สามารถยอมรับความจริงดังกล่าวได้ เนื่องจากทำงานใช้แรงและยังออกกำลังกายทุกเช้าเป็นประจำ แม้จะยุ่งแค่ไหนก็พกกระติกน้ำติดตัวเพื่อดื่มน้ำให้เพียงพอ เขามั่นใจว่าร่างกายแข็งแรงและมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี จึงพูดทันทีหลังทราบผลตรวจว่า “เป็นไปไม่ได้ ผมดื่มน้ำเป็นประจำมาก”

แต่ครอบครัวของเขาระบุว่า แม้ชายคนนี้จะดื่มน้ำมาก แต่ก็มีพฤติกรรมอื่นที่อาจส่งผลเสียต่อไตหลายอย่าง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานล่วงเวลาจนดึก รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา รวมถึงซื้อยาแก้ปวดและอาหารเสริมมารับประทานเองบ่อยครั้ง

หลังจากแพทย์อธิบายสาเหตุและปัจจัยต่าง ๆ อย่างละเอียด ชายคนดังกล่าวถึงกับร้องไห้และกล่าวว่า “ถ้ามีใครบอกผมเร็วกว่านี้ก็คงดี”

3 พฤติกรรมก่อนนอนที่อาจเร่งการทำงานหนักของไต

แพทย์หลิวระบุว่า กรณีของชายคนดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงรายเดียว แต่พบได้ไม่น้อยในสังคมยุคใหม่ หลายคนเข้าใจว่าการดื่มน้ำมากและหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยป้องกันโรคไตได้ แต่ในความเป็นจริง ยังมีพฤติกรรมบางอย่างที่ทำก่อนเข้านอน ซึ่งดูเหมือนไม่เป็นอันตรายหรือบางครั้งอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องดี แต่กลับอาจเพิ่มภาระให้ไต

ช่วงกลางคืนเป็นเวลาที่อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายควรได้พักและฟื้นฟู การทำให้ไตต้องทำงานหนักเกินไปหรือได้รับสารที่ร่างกายต้องกำจัดในช่วงใกล้เข้านอน อาจส่งผลเสียต่อการทำงานของไตได้

แพทย์จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงหรือปรับเปลี่ยน 3 พฤติกรรมต่อไปนี้

1. กลั้นปัสสาวะก่อนเข้านอน

หลายคนรู้สึกปวดปัสสาวะในช่วงดึกหรือขณะอยู่บนเตียง แต่เลือกกลั้นไว้เพราะไม่อยากลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ หรือกลัวว่าจะรบกวนการนอน บางคนถึงขั้นเข้านอนทั้งที่ยังปวดปัสสาวะ โดยหวังว่าจะช่วยให้ตื่นเช้าได้เร็วขึ้น

การกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานานหลายชั่วโมงตลอดคืนอาจทำให้กระเพาะปัสสาวะขยายตัว และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หากเชื้อแบคทีเรีย เช่น E. coli เพิ่มจำนวนและแพร่ย้อนขึ้นไปตามทางเดินปัสสาวะ ก็อาจนำไปสู่การติดเชื้อที่ไตและกรวยไตได้

แพทย์หลิวเล่าว่า ตัวเธอเองเคยต้องรับยาปฏิชีวนะต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง 2 เดือน เนื่องจากมีพฤติกรรมกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานานระหว่างทำงาน

ด้านแพทย์โรคไต หง หยงเซียง จากไต้หวัน เตือนว่า การติดเชื้อซ้ำ ๆ จากการกลั้นปัสสาวะอาจลุกลามจนเกิดฝีในไต และในกรณีรุนแรงอาจจำเป็นต้องผ่าตัดนำไตออก

ดังนั้น จึงไม่ควรฝืนกลั้นปัสสาวะ ควรเข้าห้องน้ำและปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนเข้านอน

2. รับประทานอาหารว่างหรืออาหารมื้อดึกที่มีรสจัดใกล้เวลาเข้านอน

การรับประทานอาหารมื้อดึกเพื่อคลายความเครียด เช่น ไก่ทอด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือซุปร้อน ๆ ก่อนเข้านอน อาจเพิ่มภาระให้ไต โดยเฉพาะอาหารที่มีรสเค็มจัด

แพทย์หงอธิบายว่า ไตมีบทบาทสำคัญในการควบคุมสมดุลของโซเดียมในร่างกาย การรับประทานอาหารรสจัดหรือมีโซเดียมสูงใกล้เวลาเข้านอน อาจทำให้ไตต้องทำงานหนักต่อเนื่องในช่วงที่ร่างกายควรพักผ่อน และหากเกิดขึ้นเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงและการทำงานของไตที่ลดลง

นอกจากนี้ การรับประทานโปรตีนในปริมาณมากจากเนื้อสัตว์ ปลา หรืออาหารทอดในมื้อดึก ยังทำให้ร่างกายสร้างของเสียที่มีไนโตรเจน เช่น ยูเรียเพิ่มขึ้น ซึ่งไตต้องทำหน้าที่กำจัดออกจากร่างกาย หากเกิดขึ้นเป็นประจำอาจเพิ่มภาระต่อไต

จึงควรรับประทานอาหารเย็นให้เสร็จก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง

3. รับประทานยาแก้ปวดทันที ก่อนเข้านอน

หลายคนมีพฤติกรรมรับประทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ใกล้เวลาเข้านอน เพื่อบรรเทาอาการปวดศีรษะหรือปวดหลังและช่วยให้หลับได้ง่ายขึ้น แต่แพทย์หลิวเตือนว่า การใช้ยาในลักษณะดังกล่าว โดยเฉพาะหากใช้เองหรือใช้บ่อย อาจส่งผลกระทบต่อไตได้

ยากลุ่ม NSAIDs สามารถลดการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงไตในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอยู่แล้ว ขณะเดียวกันร่างกายยังสูญเสียน้ำตามธรรมชาติระหว่างการนอนหลับ จึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไตได้รับเลือดไม่เพียงพอ

แพทย์จึงแนะนำว่า ไม่ควรซื้อหรือรับประทานยาแก้ปวดเป็นประจำด้วยตนเองเพื่อใช้ก่อนนอน หากมีอาการปวดเรื้อรังหรือจำเป็นต้องใช้ยาเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม

ทั้งนี้ พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ไตเสื่อมในทุกคนทันที แต่การใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงการใช้ยาโดยไม่จำเป็น และเข้ารับการตรวจสุขภาพเมื่อมีอาการผิดปกติ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการดูแลสุขภาพไตในระยะยาว

ที่มา kenh14.vn

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน