“เอิร์ธ ธนารัตน์” เข้าให้ข้อมูลตำรวจไซเบอร์ หลังแฉข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ชี้ไม่ได้เจาะระบบฐานข้อมูลโดยตรง แต่แฮ็กจากยูสเซอร์ ยันไม่มีนัยยะทางการเมือง ตร.กังวลแก๊งคอลฯ เอาไปใช้ลวงเหยื่อ
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 6 ส.ค.69 ที่ บก.สอท.1 ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะอาคาร B นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Dome Cloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี เดินทางเข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีพบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ทั้งรูปถ่ายติดบัตรประชาชน ทะเบียนรถ และข้อมูลของบุคคลระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี รวมถึงประชาชนจำนวนมาก โดยมี พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1, พ.ต.อ.รชตโชค ลีวาณิชคุณ รอง ผบก.สอท.1, พ.ต.อ.รุ่งเลิศ คันธจันทร์ ผกก.1 บก.สอท. พร้อมพนักงานสอบสวน บก.สอท.1 ร่วมซักถาม
นายธนารัตน์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้ให้ข้อมูลทางโทรศัพท์แล้ว และยอมรับว่ารู้สึกแปลกใจที่ถูกเรียกเข้าพบ เพราะมองว่าอาจนำไปสู่การดำเนินคดี แต่ยืนยันว่าการเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้เกิดจากความพยายามแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหลายครั้ง ทั้งยื่นเรื่องผ่านกรรมาธิการด้านดิจิทัลฯ และหน่วยงานรัฐ แต่เรื่องกลับเงียบ แม้เวลาผ่านไปกว่า 2 เดือน กระทั่งพบข้อมูลรั่วไหลรอบใหม่ที่มีภาพถ่ายใบหน้า
จึงตัดสินใจเผยแพร่ข้อมูลของบุคคลระดับสูงเพื่อให้เกิดการตื่นตัว ไม่ได้มีเจตนาทางการเมือง ส่วนปัญหาข้อมูลรั่วไหลขยายวงกว้าง ครอบคลุมทั้ง 19 กระทรวง และสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการ (20 หน่วยงาน) พร้อมพบว่ามีเว็บไซต์รวบรวมรหัสผ่านที่รั่วไหลเพื่อนำไปขาย ขณะที่ตนเคยแจ้งปิดช่องโหว่อย่างเป็นทางการแล้ว 3 หน่วยงาน ได้แก่ สปสช. และภาคเอกชนอีก 2 แห่ง
นายธนารัตน์ เปิดเผยอีกว่า ขณะนี้พบข้อมูลรั่วไหลของคนไทยกว่า 500,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากรหัสผ่านของเจ้าหน้าที่รั่วไหล เพราะคอมพิวเตอร์ติดมัลแวร์ ไม่ใช่การแฮ็กระบบโดยตรง ก่อนถูกนำไปรวบรวมและจำหน่าย เมื่อผู้ซื้อได้รหัสผ่านก็จะทดลองเข้าสู่ระบบ หากพบข้อมูลที่มีมูลค่า จะสร้าง API ดึงข้อมูลออกไปขายสำหรับข้อมูลของ สปสช. สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้จำนวนมาก
ทั้งเลขบัตรประชาชน ข้อมูลทะเบียนบ้าน เลขบัตรประชาชนของบิดามารดา ซึ่งสามารถเชื่อมโยงเป็นแผนผังครอบครัวได้ รวมถึงพบข้อมูลทะเบียนรถและภาพถ่ายใบหน้า จึงตั้งคำถามถึงมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลของหน่วยงานรัฐ พร้อมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่การตั้งรหัสผ่าน แต่รวมถึงการเก็บข้อมูลเกินความจำเป็น โดยพบข้อมูลบางส่วนรั่วไหลทั้งที่เก็บไว้นานกว่า 5 ปี
นายธนารัตน์ เปิดเผยอีกว่า ข้อมูลของบุคคลสำคัญมักถูกนำมาใช้เป็นตัวอย่างเพื่อเพิ่มมูลค่าในการซื้อขาย และปัญหานี้เกิดขึ้นมานานแล้ว จึงอยากให้ทุกหน่วยงานเร่งยกระดับมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล และบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดกว่าการปิดระบบเพียงอย่างเดียว
เมื่อถามถึงกรณีที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มองว่าอาจมีนัยทางการเมืองนั้น นายธนารัตน์ กล่าวว่า เข้าใจที่หลายคนจะมองเช่นนั้น เพราะข้อมูลที่เผยแพร่เป็นบุคลากรในหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพรรคภูมิใจไทย แต่ยืนยันว่าไม่มีเจตนาทางการเมือง ขณะที่กรณีกรมการปกครองเตรียมดำเนินคดี ก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย และยอมรับว่าเคยถูกแจ้งความในลักษณะเดียวกันมาแล้วจากกรณีข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล
นายธนารัตน์ เปิดเผยอีกว่า จุดเริ่มต้นของการติดตามปัญหานี้ เกิดจากการตรวจสอบระบบบัตรเลือกตั้ง ก่อนได้รับข้อมูลจากบุคคลนิรนามว่ามีการซื้อขายสมุดบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงขยายผลตรวจสอบต่อ และพบว่ามีข้อมูลจากหลายหน่วยงานถูกนำออกมาจำหน่าย จึงตัดสินใจออกมาเปิดเผยและผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกรมการปกครอง รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าแจ้งความกับ บก.สอท.1 แล้ว โดยเป็นการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลรั่วไหล ไม่ได้ระบุชื่อบุคคลใด ขณะที่การเชิญ “คุณเอิร์ธ” มาในวันนี้ เป็นเพียงการสอบปากคำในฐานะพยาน และยังไม่มีการดำเนินคดี
ส่วนแนวทางการก่อเหตุ จากข้อมูลการสืบสวนพบว่า คนร้ายไม่ได้เจาะระบบฐานข้อมูลโดยตรง แต่แฮ็กบัญชีผู้ใช้งาน หรือ User ที่มีสิทธิเข้าถึงระบบ แล้วใช้บัญชีนั้นดึงข้อมูลออกมา ก่อนนำข้อมูลบุคคลสำคัญไปแสดงเพื่อยืนยันว่ามีข้อมูลจริง และนำไปซื้อขายผ่าน Dark Web, Telegram หรือ Discord โดยขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ ร่วมกับ PDPC / สกมช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบ Log File และเส้นทางการเข้าถึงระบบ รวมถึงตรวจสอบว่าเจ้าของบัญชีผู้ใช้ถูกแฮ็กหรือมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตำรวจไซเบอร์กังวลมากที่สุด คือการที่ข้อมูลส่วนบุคคลอาจถูกนำไปใช้โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อนำรายละเอียดของเหยื่อมาใช้หลอกลวงแบบเจาะจง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อได้ง่าย จึงขอเตือนประชาชนว่า หากได้รับโทรศัพท์จากผู้ที่อ้างเป็นหน่วยงานต่างๆ และสามารถบอกรายละเอียดส่วนตัวได้อย่างถูกต้อง อย่าเพิ่งหลงเชื่อหรือปฏิบัติตามคำสั่ง ให้รีบวางสายและโทรศัพท์กลับไปตรวจสอบกับหน่วยงานนั้นโดยตรง เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
เมื่อถามว่าหน่วยงานไหนจะเป็นผู้ดูแลเรื่องป้องกันเป็นหลักนั้น พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า มีหลายหน่วยงานร่วมรับผิดชอบด้านการป้องกัน ทั้ง สกมช. และ สคส. ขณะที่ตำรวจไซเบอร์มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย สืบสวน สอบสวน และติดตามจับกุมผู้กระทำผิดเมื่อเกิดเหตุขึ้น