รวบหนุ่มตระเวน ตัดสายไฟถนนหลวง ทำไฟดับยาวหลายสิบกิโลเมตร พบก่อเหตุกว่า 50 ครั้ง งัดลักสายไฟ 120 ต้น ใน 3 อำเภอ ก่อนถูกรวบในวันเกิด
วันที่ 9 ส.ค.2569 พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล. สั่งการให้ พ.ต.ท.ณัติรุจน์ วัฒนะฉัตรรัตน์ สวญ.ส.ทล.4 กก.6 บก.ทล. พร้อมด้วย พ.ต.ต.สมโภชน์ บุญชะยา สว.ส.ทล.4 กก.6 บก.ทล. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ส.ทล.4 กก.6 บก.ทล. บูรณาการร่วมกับ เจ้าหน้าที่ แขวงทางหลวงอุบลราชธานีที่ 2 จับกุมตัวผู้ต้องหาชื่อ นายสมศักดิ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี
โดยกล่าวหาว่า ลักทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณะประโยน์ ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะ และ เสพยาเสพติดให้โทษ ประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
พร้อมด้วยของกลาง
- รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ 110i 1 คัน
- ชุดสายไฟและเบรกเกอร์ (เฉพาะที่ตรวจยึดได้จากวันที่ถูกจับกุม) 19 ชุด
- ประแจหกเหลี่ยมรูปตัวที, คีมตัดเหล็ก, เหล็กดัดปีนเสาไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดสายไฟ
- เศษเปลือกหุ้มสายไฟ, แผ่นอลูมิเนียม,เศษสายทองแดงที่ปอกเสร็จแล้ว รวมจำนวน 6 ถุงกระสอบ
- อุปกรณ์เสพยาบ้า
โดยจับกุมได้บริเวณเส้นทางหลวงหมายเลข 24 กิโลเมตรที่ 401 ต.เมืองศรีไค อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เมื่อเวลาประมาณ 00.30 น.ของวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา
สืบเนื่องจากนับตั้งแต่เดือนพ.ค.2569 เกิดเหตุคนร้ายตระเวนลักลอบตัดสายไฟส่องสว่างทางหลวงในพื้นที่ อ.เดชอุดม, อ.นาเยีย และ อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี อย่างหนักและต่อเนื่อง ซึ่งการก่อเหตุแต่ละครั้งทำให้ถนนหลวงมืดมิดเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตร
ส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนต้องเสี่ยงภัย ก่อให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย อีกทั้งยังสร้างความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินในการซ่อมแซมและเดินระบบสายไฟใหม่ ซึ่งมีการแจ้งความดำเนินคดีไว้แล้วกว่า 36 คดีในหลายเขตพื้นที่
ตำรวจทางหลวงอุบลราชธานี จึงตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ บูรณาการความร่วมมือกับแขวงทางหลวงอุบลราชธานีที่ 2 แลกเปลี่ยนข้อมูล ลงพื้นที่สืบสวนปราบปราม โดยใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์แผนประทุษกรรมและช่วงเวลาก่อเหตุ (Heat Map) เพื่อหาจุดเชื่อมโยง
เนื่องจากคนร้ายมีพฤติการณ์ก่อเหตุเพียงลำพัง อาศัยความชำนาญเส้นทางหลบเลี่ยงกล้องวงจรปิด มักจอดรถจักรยานยนต์ซ่อนในโพรงหญ้ารกทึบ และใช้ความไวในการตัดสายไฟเพียง 5-10 นาทีแล้วหลบหนีไป ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำงานอย่างหนักและปรับเปลี่ยนแผนการแกะรอยเฝ้าติดตามยาวนานกว่า 55 วัน
กระทั่งเวลาประมาณ 00.30 น.ของวันที่ 4 ส.ค. ขณะที่เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้วางกำลังดักซุ่มอยู่บริเวณเส้นทางหลวงหมายเลข 24 กิโลเมตรที่ 401 ต.เมืองศรีไค อ.วารินชำราบ ได้พบตัว นายสมศักดิ์ขับขี่รถจักรยานยนต์คันเป้าหมายที่ใช้ในการก่อเหตุมาจอดเทียบริมถนน
ก่อนลงมือใช้ประแจเปิดฝาครอบโคนเสาไฟฟ้าเพื่อลักลอบตัดสายไฟ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวและสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ได้ พร้อมตรวจยึดของกลางในที่เกิดเหตุ ประกอบด้วย ชุดสายไฟ เบรกเกอร์ และอุปกรณ์ปีนเสาไฟฟ้า ซึ่งถูกบรรจุซุกซ่อนไว้ในกระสอบปุ๋ยที่เตรียมมา
ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหา ซึ่งจากการตรวจค้นพบพยานหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันถึงการก่อเหตุอาชญากรรมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่
ไม้เกี่ยวฟิวส์แรงต่ำดัดแปลง ที่ผู้ต้องหาใช้สำหรับเกี่ยวตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อดับไฟส่องสว่างบนถนนทั้งสาย พร้อมด้วยคีมตัดเหล็ก กองเศษเปลือกหุ้มสายไฟ และสายทองแดงที่ถูกปอกลอกออกแล้วเป็นจำนวนมาก ตลอดจนพบอุปกรณ์สำหรับเสพยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านพัก
จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมายให้ผู้ต้องหาทราบ ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย
จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาว่า วันที่ถูกจับกุมนั้นตรงกับวันเกิดของตนพอดี โดยตั้งใจว่าเมื่อลักตัดสายไฟในคืนนี้เสร็จสิ้น จะนำทองแดงไปขายเพื่อนำเงินมาซื้อยาเสพติด และนำเงินส่วนหนึ่งไปฉลองวันเกิด
สำหรับพฤติการณ์ในการก่อเหตุ ผู้ต้องหาอาศัยความชำนาญจากที่เคยเป็นช่างไฟรับจ้างมาก่อน โดยดัดแปลงไม้เกี่ยวฟิวส์แรงต่ำเพื่อตัดกระแสไฟฟ้าให้ดับตลอดทั้งสาย จากนั้นใช้เหล็กเส้นเสียบตามรูเสาไฟฟ้าเพื่อปีนขึ้นไปถีบกล่องควบคุมให้ร่วงตกลงมา ก่อนจะลงมือตัดสายไฟใส่กระสอบที่เตรียมไว้ แล้วนำใส่รถจักรยานยนต์ไปปอกสายไฟที่บ้านพัก
ผู้ต้องหา ให้การด้วยว่า ตกดึกขี่รถจักรยานยนต์ออกไปลักสายไฟ กลับมาปอกเปลือกเอาสายทองแดงที่บ้าน รุ่งเช้าเอาไปขายให้ร้านรับซื้อของเก่า ได้เงินครั้งละ 1,200-1,500 บาท จากนั้นนำเงินไปซื้อยาบ้ามาเสพ แล้วนอนหลับพักผ่อน พอตื่นขึ้นมาก็วางแผนออกไปลักสายไฟใหม่ ทำเช่นนี้เป็นประจำเพื่อหาเงินมาซื้อยาเสพติด
นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังรับสารภาพเพิ่มเติมว่า ได้ตระเวนลงมือก่อเหตุลักตัดสายไฟทางหลวงเพียงคนเดียวมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน
ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าตรงกันกับข้อมูลที่แขวงทางหลวงฯ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้จำนวน 36 ครั้ง และผู้ต้องหายังยอมรับอีกว่า ได้ก่อเหตุในลักษณะเดียวกันนี้ในพื้นที่อื่น ๆ อีก รวมแล้วลงมือก่อเหตุมามากกว่า 50 ครั้ง


