จบมุมเพราะรอยสักเสือ ปิดเกมล่าตัว’ป๋อ’วัย19 โดนสารวัตรแจ๊ะล็อกตัวคดีหื่น ช่วยเหยื่อสาววัย 18 รายใหม่ คาร้านน้ำกระท่อมย่านลาดกระบัง รับทำไปเพราะสนุก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 14 ส.ค.69 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งการ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.เอกศิษฐ์ วรกิตติ์ฐากรณ์ รอง ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น.
พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว รอง ผกก.กก.สส.บก.น.5 พ.ต.ท.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. พ.ต.ต.วรภัทร แสงเทียนประไพ พ.ต.ท.ชัยวัฒน์ จงเจริญ สว.กก.สืบสวน 2 บก.สส.บช.น. พ.ต.ต.ศิวัช ยังอุ่น สว.(สอบสวน) สน.วัดพระยาไกร พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศอ.ปส.บช.น. เปิดปฏิบัติการตรวจค้นร้านน้ำกระท่อมในพื้นที่ลาดกระบัง–ร่มเกล้า 2 แห่ง
ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 5 ราย ประกอบด้วย 1.นายป๋อ อายุ 19 ปี ชาวลาดกระบัง กรุงเทพฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญามีนบุรีที่ จ.846/2569 ลงวันที่ 5 มิ.ย.69 ในข้อหา “ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง” จากการตรวจสอบพบประวัติเคยถูกดำเนินคดีอาญาหลายคดี ทั้งพยายามฆ่า อาวุธปืน ลักทรัพย์ และข่มขืนฯ 2.นายกฤต อายุ 28 ปี 3.นายภูมิ อายุ 19 ปี 4.น.ส.เอ อายุ 17 ปี 5.น.ส.บี อายุ 16 ปี
โดยผู้ต้องหาที่ 2–5 เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาเกี่ยวกับการร่วมกันช่วยซ่อนเร้น จำหน่าย หรือรับไว้ซึ่งของอันพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560, การขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน, การขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และการจำหน่ายอาหารที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย
ตรวจยึดของกลางประกอบด้วย น้ำกระท่อมบรรจุขวดใสประมาณ 60 ขวด ยาแก้ไอประมาณ 100 ขวด และบุหรี่เถื่อนประมาณ 500 ซอง
เบื้องหลังการจับกุมครั้งนี้ เริ่มต้นจากคำสั่งของ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบงานยาเสพติด ที่กำชับเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. เดินหน้าทำกรุงเทพฯ ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยจากยาเสพติด พร้อมกวดขันสืบสวนติดตามบุคคลตามหมายจับ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด แหล่งมั่วสุม และบุคคลที่ก่อเหตุสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
ท่ามกลางหมายจับจำนวนมากที่อยู่ระหว่างการติดตาม “สารวัตรแจ๊ะ” พ.ต.ท.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ ได้ตรวจสอบข้อมูลเพื่อคัดกรองบุคคลที่มีพฤติการณ์เสี่ยงและควรเร่งนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
กระทั่งสะดุดกับหมายจับของ “ป๋อ” อายุเพียง 19 ปี ผู้ต้องหาคดี “ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง” แม้อายุเพียง 19 ปี แต่เมื่อตรวจสอบประวัติกลับพบว่าเคยมีคดีเกี่ยวข้องหลายคดี ทั้งพยายามฆ่า อาวุธปืน และลักทรัพย์ อีกทั้งยังมีหมายจับค้างเก่า และมีพฤติกรรมวนเวียนตามแหล่งมั่วสุมและร้านน้ำกระท่อมในพื้นที่ลาดกระบัง–ร่มเกล้า
ยิ่งตรวจสอบรายละเอียดของคดี ชุดสืบสวนยิ่งเห็นว่า หมายจับใบนี้ไม่ควรถูกปล่อยให้ค้างอยู่ในระบบต่อไป เพราะเบื้องหลังหมายจับ มีหญิงสาวคนหนึ่งที่ยังรอให้คนร้ายถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เมื่อวันที่ 27 ก.พ.69 จุดเริ่มต้นของคดีผู้เสียหายเป็นหญิงสาววัย 18 ปี รู้จักและพูดคุยกับชายคนหนึ่งผ่านช่องทางโซเชียล ก่อนนัดหมายกันให้มาพบที่ร้านน้ำกระท่อมย่านร่มเกล้า
เมื่อหญิงสาวเดินทางมาถึง ได้นั่งพูดคุยกับชายที่นัดหมายอยู่ภายในร้าน กระทั่ง “ป๋อ” เข้ามาที่ร้านด้วย ตามพฤติการณ์แห่งคดี “ป๋อ” และพวกอีก 2 คน ใช้กำลังก่อเหตุกับหญิงผู้เสียหาย
ภายหลังเกิดเหตุ หญิงสาวเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ร่มเกล้า เพื่อดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่จึงสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน กระทั่งนำไปสู่การออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นคือ “ป๋อ” หมายจับมีอยู่ แต่ตัวคนกลับหาย
หลัง สารวัตรแจ๊ะ ตรวจสอบพฤติการณ์ของคดี จึงรายงานให้ พล.ต.ต.ธีรเดชฯ ทราบ ก่อนประสานหญิงสาวผู้เสียหาย เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการติดตามตัวจากหมายจับหนึ่งใบในระบบ จึงกลายเป็นภารกิจแกะรอยตัวบุคคลจริง
หลังหลบหนีผู้ต้องหารายนี้ไม่กลับบ้าน ไม่กลับที่พักเดิม หลีกเลี่ยงช่องทางติดต่อ และพยายามตัดร่องรอยที่อาจนำเจ้าหน้าที่ไปถึงตัว ด้วยประวัติคดีที่มีมาตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน ทำให้ชุดสืบสวนประเมินว่า “ป๋อ” มีความระมัดระวังในการหลบเลี่ยงการติดตาม จึงเปลี่ยนวิธีจากการตามหาตัวโดยตรง มาเป็นการแกะรอยจากบุคคลแวดล้อม สถานที่ที่เคยปรากฏตัว และพื้นที่ที่เจ้าตัวมีพฤติกรรมวนเวียน
หลายวันผ่านไป ร่องรอยมีเพียงเล็กน้อย แต่ชุดสืบสวนยังไม่หยุดหนีจากบ้าน แต่ไม่ทิ้งวงจรเดิม ร้านขายน้ำกระท่อมหลังแกะรอยต่อเนื่องหลายวัน ชุดสืบสวนเริ่มพบพฤติกรรมบางอย่างที่น่าสนใจ แม้ “ป๋อ” จะเปลี่ยนที่อยู่ ไม่กลับบ้าน ไม่กลับที่พักเดิม และพยายามตัดช่องทางที่เจ้าหน้าที่อาจใช้ติดตาม แต่มีสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนยังไม่เปลี่ยนเขายังคงวนเวียนอยู่กับกลุ่มวัยรุ่นและร้านน้ำกระท่อม
ชุดสืบสวนจึงขยายวงค้นหาไปยังร้านน้ำกระท่อมและแหล่งมั่วสุมในพื้นที่ลาดกระบัง–ร่มเกล้า ไล่ตรวจสอบจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่งต่อเนื่องหลายวัน
กระทั่งวันที่ 14 ส.ค. 69 การแกะรอยนำเจ้าหน้าที่มาถึงร้านน้ำกระท่อมแห่งหนึ่งในย่านลาดกระบัง ชุดสืบสวนกระจายกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ ก่อนไปสะดุดเข้ากับชายคนหนึ่ง ภายในร้านใบหน้าอาจยังไม่ชัดพอให้ยืนยันในทันที แต่มีสิ่งหนึ่งโผล่พ้นออกมาและทำให้เจ้าหน้าที่จำได้ รอยสักลายเสือ บนแขนซ้าย ตำหนิรูปพรรณสำคัญของชายที่ชุดสืบสวนตามหามาหลายวัน
เมื่อเฝ้าสังเกตจนแน่ชัด เจ้าหน้าที่จึงมั่นใจว่า ชายคนดังกล่าวคือ “ป๋อ” ผู้ต้องหาตามหมายจับ แต่ระหว่างเตรียมเข้าจับกุม ชุดสืบสวนกลับพบภาพที่ทำให้ต้องเร่งเข้าควบคุมสถานการณ์ “ป๋อ” กำลังนั่งอยู่กับหญิงสาววัย 18 ปีอีกคนภายในร้าน เจ้าหน้าที่จึงเข้าแสดงตัวและจับกุม “ป๋อ” ตามหมายจับทันที
ขณะเดียวกัน หญิงสาวที่อยู่ภายในร้านได้เข้าขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ โดยให้ข้อมูลว่า เพิ่งรู้จักและพูดคุยกับ “ป๋อ” ผ่านช่องทางโซเชียลได้เพียง 1 วัน ก่อนถูกนัดหมายให้มาพบกันที่ร้านแห่งนี้ หญิงสาวให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่อีกว่า ระหว่างอยู่ภายในร้าน “ป๋อ” มีพฤติกรรมพยายามไม่ให้กลับ และมีการให้ดื่มเครื่องดื่ม จนเริ่มรู้สึกมึนเมาและอยู่ในสภาพเบลอๆ ทำให้เกิดความหวาดกลัว
จากภารกิจตามจับผู้ต้องหาตามหมายจับ จึงกลายเป็นอีกจังหวะสำคัญที่เจ้าหน้าที่สามารถพาหญิงสาววัย 18 ปีอีกคนออกจากสถานการณ์ที่รู้สึกไม่ปลอดภัยได้ทันเวลา
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบพบว่า “ป๋อ” มีประวัติ
1.วันที่ 22 ส.ค. 66 ข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป”
2.วันที่ 9 ม.ค. 66 ข้อหาเกี่ยวกับการร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร
ในชั้นจับกุม “ป๋อ” ให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหา โดยให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ว่า คดีต่างๆ ที่เกี่ยวกับอาวุธปืน ลักทรัพย์ และพยายามฆ่า เกิดขึ้นในช่วงที่ตนยังเป็นเยาวชน ส่วนคดีข่มขืนฯ เกิดขึ้นภายหลังอายุครบ 18 ปีแล้ว สำหรับเหตุวันที่ 27 ก.พ.69 ผู้ต้องหาให้การยอมรับว่า ผู้เสียหายขัดขืน ไม่ยินยอม และร้องไห้ระหว่างเกิดเหตุ พร้อมกล่าวขอโทษผู้เสียหาย ทำไปเพราะสนุก
พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. กล่าวว่า “เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนภัย โดยเฉพาะเยาวชนที่รู้จักและนัดพบบุคคลผ่านโซเชียล ความคุ้นเคยในโลกออนไลน์ไม่ได้หมายถึงความปลอดภัยในชีวิตจริง ขอให้ระมัดระวังการรับอาหารหรือเครื่องดื่มจากคนที่เพิ่งรู้จัก และหลีกเลี่ยงการอยู่ตามลำพัง เพราะการระวังตัวตั้งแต่นาทีแรก อาจป้องกันไม่ให้เราตกเป็นเหยื่อได้”

