ลูกสาวร้องสายไหมฯ อดีต ผอ.โรงเรียนขับชนรถพ่อแม่ ก่อนขับชนซ้ำ พบแอลกอฮอล์ 130 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ วอนตำรวจทำคดีตรงไปตรงมา

วันที่ 6 กันยายน 2569 ที่สายไหมต้องรอด คุณอ้อ อายุ 44 ปี ลูกสาวผู้เสียหาย เดินทางมาจากจังหวัดสระบุรี พร้อมเอกสารหลักฐาน เพื่อมาร้องทุกข์มายังสายไหมต้องรอด ขอความเป็นธรรมให้กับแม่

คุณอ้อ เล่าว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 เวลา 18.00 น. ที่ผ่านมา พ่อและแม่ ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ ขับรถอยู่บริเวณทางแยกชุมชนหนองปลาหมอ ตำบลหนองปลาหมอ อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ก่อนถูกรถของอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนชนท้าย

เมื่อตนทราบเรื่อง จึงรีบเดินทางไปที่เกิดเหตุ ก็พบว่าผู้ก่อเหตุมีลักษณะอาการคล้ายคนเมา และไม่ยอมลงจากรถ ขณะที่มีการเจรจาเพื่อรอประกันภัยมาถึง ได้มีการโต้เถียงกัน ขณะนั้นตนได้พูดว่า “ต้องรอร้อยเวรมานะ” แต่จู่ ๆ เขากลับโมโห พร้อมบอกว่า “จะอะไรกันนักกันหนา จบแค่นี้ไม่ได้หรอวะ” ก่อนจะขึ้นรถไปขับชนรถของแม่ตนซ้ำอีกครั้ง ตามภาพที่ปรากฏจากกล้องวงจรปิด

สิ่งที่ตนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกรณีนี้ คือ เหตุใดร้อยเวรสอบสวนจึงไม่ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในทันที และยังแจ้งว่า ชุดตรวจหมด ตนจึงขอให้ส่งตัวคู่กรณีไปตรวจหาผลที่โรงพยาบาล ทำให้ทราบในภายหลังว่า คู่กรณีมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 130 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

อีกทั้งตนยังทราบว่า ตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงขณะนี้ ผู้ก่อเหตุยังไม่เข้าให้ปากคำด้วยตัวเอง แต่ส่งหลานสาวเข้าให้ปากคำแทน จึงมองว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้หรือไม่

ในระหว่างที่มีคดีความ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาพูดคุยกับตน พร้อมขอให้ตนไม่ดำเนินคดี โดยบอกว่า “นายขอมา” นอกจากนี้ ทางผู้ก่อเหตุยังมีความพยายามที่จะยื่นข้อเสนอเป็นเงิน 1 แสนบาท เพื่อขอให้จบคดีผ่านตำรวจถึง 3 ครั้ง ซึ่งตนไม่เคยพบกับคู่กรณีโดยตรง

ส่วนตัวยืนยันว่า ตนไม่ต้องการขอรับเงิน เพราะรถของแม่มีประกันชั้น 1 ที่คอยดูแลอยู่ แต่เมื่อเกิดเหตุ แม่เกิดความเครียด เพราะรายได้จากการค้าขายวันละ 1 หมื่นบาทหายไป เนื่องจากไม่ได้ไปค้าขายมาตั้งแต่วันเกิดเหตุ เพราะรถพัง ทั้งนี้ ตนแค่อยากขอให้ตำรวจทำคดีอย่างตรงไปตรงมา

นอกจากนี้ ยังทราบมาว่า อดีตผู้อำนวยการคนนี้ยังรู้จักกับนักการเมืองในจังหวัดสระบุรี จึงพยายามตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากเกรงกลัวว่านักการเมืองคนดังกล่าวจะให้การช่วยเหลืออดีตผู้อำนวยการ ซึ่งตนได้รับข้อมูลจากเลขานุการว่า นักการเมืองคนดังกล่าวรับทราบเรื่องตั้งแต่วันเกิดเหตุ แต่เป็นเพียงการให้คำแนะนำ ไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือหรือแทรกแซงคดี

ด้าน นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ประสานงานเพจสายไหมต้องรอด เปิดเผยว่า จากคลิปเหตุการณ์ที่ได้รับ พบว่าการชนครั้งที่ 2 มีภาพค่อนข้างชัดเจน จึงเห็นว่าควรให้ตำรวจดำเนินคดีตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง โดยเฉพาะกรณีตรวจพบแอลกอฮอล์ในเลือด 130 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

พร้อมเตรียมประสานไปยังรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรี และผู้กำกับการ สภ.หนองแค เพื่อติดตามความคืบหน้าคดี เนื่องจากมองว่าเป็นคดีที่ไม่ได้มีความซับซ้อน และประชาชนไม่ควรต้องเดินทางจากสระบุรีเข้ามาร้องขอความเป็นธรรมถึงกรุงเทพฯ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน