ลูกเขยโหด บุกบ้านขอคืนดีสาวไม่สำเร็จ ชักปืนกระหน่ำยิงพ่อตาเสียชีวิต ครอบครัวผวา หวั่นกลับมาก่อเหตุ แม่ยายเล่าเหตุการณ์เมื่อ 3 วันก่อน ขู่ฆ่ายกครัว
วันที่ 3 ส.ค. พ.ต.ท.ปณสิทธิ์ ฤทธิ์รงค์ สารวัตร(สอบสวน) สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ได้รับแจ้งเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิต ภายในบ้านพักหลังหนึ่งในพื้นที่ม.7 ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.ธนากร วงศ์สิริลักษณ์ ผกก.สภ.เมืองประจวบฯ, เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนภูธรเมือง, ชุดสืบสวนภูธรจังหวัด, เจ้าหน้าที่ชุดตรวจพิสูจน์หลักฐาน, แพทย์เวรโรงพยาบาลประจวบฯ และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างประจวบ
เกาะติดข่าว กดติดตามไลน์ ข่าวสด
![]()
ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว บริเวณหน้าบ้านพบศพ นายเผียน (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 68 ปี สภาพมีบาดแผลเป็นรูจากการถูกกระสุนปืนขนาด 9มม. เข้าที่บริเวณแขนขวา ขาขวา และบริเวณปาก รวม 7 แผล นุ่งกางในสีน้ำเงิน นอนเสียชีวิตจมกองเลือด โดยมี นางฤดี (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 71 ปี ภรรยาผู้ตาย นั่งร่ำไห้อยู่ข้างกายสามี
นอกจากนี้ ยังมีลูก ๆ และญาติพี่น้องยืนมุงดูด้วยความตกใจ ด้วยความโกรธแค้นผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นลูกเขย ชื่อ นายคมสันต์ ประสม อายุ 37 ปี ทั้งนี้ ที่เกิดเหตุยังพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกอยู่อีก 8 ปลอกด้วย
จากการสอบถาม นางฤดี เปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุเป็นลูกเขยของตน ซึ่งได้เลิกรากับลูกสาวไปประมาณ 1 เดือน เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ไม่ดีสารพัดจนลูกสาวและทุกคนในบ้านสุดจะทน ต่อมาก่อนเกิดเหตุ ผู้ก่อเหตุได้พยายามมาขอคืนดีแต่ถูกปฏิเสธ ลูกเขยจึงขู่ที่จะฆ่าทุกคนในครอบครัว
“ที่ผ่านมาได้ไปก่อเหตุยิงชาวบ้านแล้วแย่งรถจักรยานยนต์ที่บริเวณตลาดนัดทุ่งเคล็ดไปใช้แล้วขี่มาก่อเหตุยิงดิฉันที่บ้านหลังเกิดเหตุ แต่ดิฉันหมอบลงกับพื้นจึงรอด เหตุเกิดเมื่อประมาณ 3 วันที่ผ่านมา และได้ไปแจ้งความไว้แล้วที่ สภ.เมืองประจวบฯ แต่ยังจับคนร้ายไม่ได้ จนล่าสุดวันนี้ได้กลับมาก่อเหตุซ้ำอีกเมื่อเวลาประมาณ 21.30 น. ขณะที่ทุกคนกำลังดูทีวีอยู่ในบ้านและมีฝนตก ผู้ตายได้ออกมาปัสสาวะที่บริเวณหน้าบ้าน จากนั้นจึงได้ยินเสียงปืนดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวจำนวนหลายนัด จึงออกมาดูพบว่าสามีถูกยิงจมกองเลือดอยู่หน้าบ้าน” นางฤดี กล่าว
นางฤดี กล่าวต่อว่า โดยผู้ก่อเหตุได้วิ่งหลบหนีไปอย่างลอยนวล ตอนนี้ทุกคนหวาดผวากลัวว่าจะกลับมาก่อเหตุซ้ำ จึงอยากขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดกำลังมาดูแลรักษาความปลอดภัยจนกว่าตำรวจจะจับตัวคนก่อเหตุได้



