ผบ.ตร. ปลื้ม โครงการ “ร่วมใจ ต้านภัยไซเบอร์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง” ชวนประชาชนทำแบบทดสอบ ได้ทั้งภูมิคุ้มกัน พร้อมลุ้นรับรางวัล iPhone 14

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. เผยถึงการดำเนินโครงการ “ร่วมใจ ต้านภัยไซเบอร์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง” ในห้วงที่ผ่านมาว่า เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่มีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้ามาร่วมคลี่คลายไม่ว่าจะเป็นภาครัฐและภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ และที่ดีที่สุด คือตัวคุณ

ขณะนี้มีการใช้เทคโลยีเข้ามาหลอกเรา หลากหลายรูปแบบ ถ้าเรามีภูมิคุ้มกันที่ดี ก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อ และที่ผ่านมาที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดการรณรงค์ “ผนึกกำลังร่วมใจ ต้านภัยไซเบอร์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง” จะเห็นว่าสถิติตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565 – 30 มิถุนายน 2566 พบว่ามีสถิติการรับแจ้งความคดีออนไลน์ จำนวน 287,122 คดี เฉลี่ยวันละกว่า 800 คดี รวมมูลค่าความเสียหายเกือบ 40,000 ล้านบาท ที่สูงมาก

ต้านภัยไซเบอร์

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวต่อว่าการที่จะป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ได้ดีที่สุดนั้น คือการสร้างความรู้ จึงเป็นที่มาของโครงการรณรงค์ในวันนี้ โดยใช้ข้อความที่เป็นสาระเดียวกันทุกหน่วยงานเป็น “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง” ร่วมให้ความรู้ภัยโกงทางไซเบอร์ โดยเฉพาะรายละเอียดขั้นตอนการโกง สนับสนุนการเผยแพร่ข้อความ ข่าว รูป ป้ายประชาสัมพันธ์ ในรูปแบบเดียวกัน โดยจะมี พล.ต.อ. สมมพงษ์ ชิงดวง ที่ปรึกษาพิเศษ ตร หัวหน้าคณะทำงาน เสริมสร้างภูมิคุ้มกันต้านภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นผู้ขับเคลื่อน สั่งให้ ตร.ทุกหน่วย แจ้งเตือนประชาชน หลายจังหวัด ขานรับนโยบาย อาทิ

ที่ จ.สระแก้ว พ.ต.อ. ชัยณรงค์ บุญด้วง รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว ในฐานะคณะกรรมการชุดทำงาน ได้ลงพื้นที่ ให้ความรู้เกี่ยวกับภัยออนไลน์และพร้อมนำแบบทดสอบวัคซีนไซเบอร์ ให้กับตำรวจ ตชด.127 เจ้าหน้าที่ ตร.ภายใน จ.สระแก้ว พร้อมนำแผ่นพับรูปแบบกลโกงต่างๆไปติดตามสถานที่ต่างๆ อาทิห้องน้ำปั้มน้ำมัน ที่ ประชาชน ต้องเข้าไปใช้เพื่อประชาสัมพันธ์ให้มีความรู้ด้านการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อนำไปถ่ายทอดให้กับบุคคลในครอบครัว

ต้านภัยไซเบอร์

สำหรับแบบทดสอบ40 ข้อ นี้จะทำให้รู้ว่าคนร้ายใช้จุดอ่อนด้านใดของเหยื่อมาหลอกลวง วิธีการหลอกลวงของคนร้าย วิธีรับมือคนร้าย และวิธีป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ อีกทั้งจะทำให้มีความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ในการป้องกันตนเองและผู้อื่นได้โดยสามารถเข้าทำแบบทดสอบได้ใน 3 ช่องทาง ได้แก่ 1. สแกนคิวอาร์โค้ด 2.เข้าเว็ปไซต์ไซเบอร์วัคซีน และ 3.ทำแบบทดสอบเมื่อครูไซเบอร์ไปให้ความรู้ในพื้นที่ โดยเป็นการเข้าแบบทดสอบผ่าน Google Form สำหรับทำแบบทดสอบ (หากไม่ชิงรางวัล สามารถทำแบบทดสอบได้เลย)

และจะสามารถดูเฉลยได้เมื่อทำข้อสอบเสร็จ กด “ดูคะแนน” กรณีต้องการรับสิทธิเพื่อชิงรางวัลต้องดำเนินการ ดังนี้1.กดลิงก์ “เข้าเว็บไซต์ไซเบอร์วัคซีน” จาก Google form หรือ เข้าผ่านเว็บไซต์ http://www.เตือนภัยออนไลน์.com และสมัครใช้งานและเข้าสู่ระบบไซเบอร์วัคซีนผ่านเว็บไซต์ดังกล่าว (เข้าสู่ระบบผ่านไลน์) 2.ทำการยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชน หรือแอพพลิเคชัน THaiD 3.หน้าแรกของระบบไซเบอร์วัคซีน จะมีปุ่ม “ทดสอบ 40 คำถามสำหรับประชาชน” ให้กดเพื่อทำแบบทดสอบ

4.เลือกยืนยันความสมัครใจรับการทดสอบ และ กรอกอีเมล กรณีต้องการทราบผลคะแนนทางอีเมลกรณีที่ทำข้อสอบครบ 40 ข้อแล้ว จะได้รับ Whoscall Premium Gift Code ฟรี ซึ่งสามารถใช้บริการ Whoscall Premium Feature ได้ฟรี เป็นระยะเวลา 1 ปี หากทำแบบทดสอบได้คะแนนตั้งแต่ 35 ข้อ หรือคิดเป็น 87.5 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไป จะมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัล iPhone 14 และสามารถติดตามการจับรางวัลได้ทางช่องทาง www.เตือนภัยออนไลน์.com

ต้านภัยไซเบอร์

โดยประชาชนสามารถทำแบบทดสอบได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง สำหรับประชาชนที่ทำแบบทดสอบไปก่อนหน้านี้ แต่ต้องการได้รับสิทธิลุ้นรางวัล สามารถทำแบบทดสอบใหม่ได้ แต่จะได้รับสิทธิ Whoscall Premium และสิทธิลุ้น iPhone 14 เพียง 1 สิทธิ เท่านั้น ซึ่งเราจะปรับเปลี่ยน
รูปแบบวิธีกลโกงไปเรื่อยๆให้รู้เท่าทัน เพราะเมื่อท่านโอนเงินไปแล้ว โอกาส มีเพียง5% เท่านั้นที่จะได้เงินคืนมา ทางที่ดีที่สุดคือ การไม่โอน ในส่วนของการปราบปราม เรารู้ว่าเป็นกลุ่มทุนสีเทาที่ตั้งเครือข่ายอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเราก็ประสานงานมาอย่างต่อเนื่องซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่า ขณะเดียวกันในส่วนบัญชีม้า ซิมม้า ที่เป็นต้นตอสาเหตุ ได้สั่งการให้ระดมกวาดล้างขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อเปิดบัญชีม้า ซิมม้า หากถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดจะมีโทษ หากประชาชนมีข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิดบัญชีม้า ซิมม้า ขอให้แจ้งข้อมูลมาได้ เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ยอดหลอกลวงลดลง

โดยเราได้มีการประชุมหารือร่วมกับธนาคาร สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม เพื่อร่วมกำหนดมาตรการที่สำคัญ ได้แก่ กำหนดเหตุอันควรสงสัยว่ามีหรืออาจจะมีการกระทำความผิด ของสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรศัพท์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อระงับการทำธุรกรรม และส่งต่อข้อมูลกันเป็นระบบ ช่องทางติดต่อประสานงาน ทั้ง 21 ธนาคาร

นอกจากนี้ยังจะ เพิ่มครูไซเบอร์ ยูทูบเบอร์ดังๆๆเข้ามามีส่วนร่วม เผยแพร่ ให้ข้อมูลกับประชาชน ให้เข้าถึงส่วนราชการ ภาคเอกชน สถานประกอบการ ร้านค้า ชุมชนต่าง นำไปบอกต่อคนอื่นๆ ให้ทำข้อสอบ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันต้านภัยโกง รู้เท่าทัน ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง

 

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน