ตำรวจสอบสวนกลาง สกัดภัยออนไลน์ข้ามชาติ จับกุมแก๊งหลอกลงทุนผ่านแอปฯ พบเงินหมุนเวียนกว่า 5 พันล้านบาท เหยื่อกว่าครึ่งร้อย สูญกว่า 800 ล้านบาท

วันที่ 12 มี.ค. 67 ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. พล.ต.ต.พุฒิเดช บุญกระพือ ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.จักรกริช เสริบุตร รอง ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.ธีรภาส ยั่งยืน ผกก.3 บก.ปอศ. และพ.ต.ท.ภาสกร นภาโชติ รอง ผกก.3 บก.ปอศ.

ร่วมแถลงผลปฏิบัติการ “CIB breaks up online scam syndicate สกัดภัยอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ”โดยสามารถจับกุมนายทุนชาวมาเลเซีย 1ราย คนจัดหาบุคคลเพื่อจดจัดตั้งนิติบุคคลและเปิดบัญชีม้าชาวมาเลย์กับแฟนสาวชาวไทยอีก 2 ราย พร้อมของกลางหลายรายการรวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท

พล.ต.ท.จิรภพ เปิดเผยว่า มีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์กับบก.ปอศ.ว่าได้ถูกกลุ่มคนร้ายชักชวนผ่านเพจเฟซบุ๊กหลอกให้ลงทุนหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ โดยมีการแอบอ้างบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการหุ้น เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

ก่อนชักชวนเข้าร่วมกลุ่มไลน์ VIP แนะนำการลงทุนในหุ้นต่างประเทศซึ่งมีความแม่นยำและน่าเชื่อถือสูง และมีข้อมูลลับที่ใช้ในการลงทุน โดยให้ลงทุนผ่านแอปพลิเคชัน

Nicshare (ซึ่งเป็นแอปปลอม) โดยช่วงแรกสามารถทำกำไรได้จริงและสามารถถอนเงินได้บางส่วน เพื่อตั้งใจให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินลงทุนเพิ่มอีกหลายครั้ง แต่เมื่อลงทุนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายก็ไม่สามารถ

ถอนเงินออกมาได้ โดยกลุ่มคนร้ายอ้างว่าถ้าต้องการจะถอนเงินจะต้องการวางเงินประกันการลงทุนเพิ่มและจะต้องเสียภาษี 20% ของกำไร จึงจะสามารถถอนเงินได้ เมื่อผู้เสียหายทำตามที่คนร้ายบอก

แต่ก็ยังไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ และยังมีการอ้างว่าผู้เสียหายจะต้องเสียค่าธรรมเนียม ค่าประกัน และค่าภาษีเพิ่มซ้ำไปเรื่อยๆ

พล.ต.ต.พุฒิเดช กล่าวว่า เมื่อตรวจสอบยังพบว่าแอปพลิเคชันดังกล่าว ไม่ได้รับการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แต่อย่างใด เบื้องต้นพบว่ามีผู้เสียหายกว่า 50 ราย รวมมูลค่าความเสียหายเป็นเงินจำนวนกว่า 800 ล้านบาท

ภายหลังรับเรื่องร้องทุกข์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ปอศ. จึงได้ร่วมกันสืบสวน กระทั่งทราบข้อมูลและกระบวนการหลอกลงทุนดังกล่าว ว่ามีผู้ร่วมขบวนการทั้งคนไทยและชาวต่างชาติจำนวนหลายรายและมีพื้นที่ที่ใช้ในการกระทำความผิดหลายพื้นที่

ทั้งในและต่างประเทศ พบมีนายทุนเป็นชาวต่างชาติ สัญชาติมาเลเซีย เชื้อสายจีนจำนวนหลายราย เบื้องต้นพบยอดเงินหมุนเวียนในกลุ่มคนร้ายกว่า 5,000 ล้านบาท

พนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมขอศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหากว่า 50 รายในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง และเปิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากของตน

โดยมีได้มีเจตนาใช้เพื่อตนเอง หรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้องโดยประการที่รู้ หรือควรจะรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดอาญาอื่นใด” นำไปสู่ปฏิบัติการ “CIB breaks up online scam syndicate สกัดภัยอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ”

โดยนำหมายค้นศาลอาญาเข้าตรวจค้นห้องพักในคอนโดมีเนียมหรู 5 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพฯและสามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองได้ พร้อมของกลาง เป็นคอมพิวเตอร์ 33 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 65 เครื่อง, สมุดบัญชีธนาคาร 84 เล่ม

บัตรกดเงินสด 13 ใบ, ชิมการ์ด 25 อัน,กระเป๋าแบรนด์เนม 15 ใบ, นาฬิกาแบรนด์เนม 7 เรือน และวัตถุคล้ายทอง 15 ชิ้นและหลักฐานอื่น ๆ อีกหลายรายการที่ได้หรือใช้ในการกระทำความผิด มูลค่าประมาณ 5 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังสามารถจับกุม MR.CHEONG อายุ 42 ปี สัญชาติมาเลเซีย ซึ่งเป็นนายทุนและเป็นผู้มาติดต่อรับบัญชี ได้ในพื้นที่ชายแดน ไทย-มาเลเซีย อ.สะเดา จ.สงขลา รวมทั้งคนไทยอีก 4 ราย หลังจากนี้จะได้ขยายผลจับกุมผู้ต้องหาที่เหลือต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน